Make your own free website on Tripod.com








 

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

The Colosseum (โคลอสเซียม)สิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งนี้ เริ่มสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 72 ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างโดยนักโทษชาวยิว 12,000 คน เพียง 8 ปีเท่านั้น แล้วเสร็จในสมัยของ Titus บุตรชายของจักรพรรดิ์ Vespasian โดย colosseum แห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกของชาวโรมันโบราณ เด่นในแง่สถาปัตยกรรม และความยิ่งใหญ่ที่สามารถจุคนได้ถึง 50,000 คนเลยทีเดียว
Colosseum ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของกรุงโรมแต่เพียงอย่างเดียว หากยังเป็นสถานที่ที่ฝูงชนมาชมการต่อสู้กันอย่างเลือดเย็น ไม่ว่าระหว่างนักสู้กับสัตว์ดุร้าย หรือระหว่างนักสู้กันเอง การต่อสู้แบบนี้ได้รับความนิยมมากในสมัยนั้น แม้แต่จักรพรรดิ์ Commodus ผู้มีชื่อเสียงในเรื่องการต่อสู้ ยังเคยลงแข่งขันด้วย โดยเล่ากันว่าบางครั้งพระองค์ชอบที่จะสวมใส่หนังสิงโต เพื่อเลียนแบบให้เหมือนกับเฮอร์คิวลิส
Colosseum ที่เห็นในปัจจุบันนั้น ไม่ใช่แบบดั้งเดิม เนื่องจากในช่วงศตวรรษที่ 8 นั้น พระสันตปาปา พอลล์ ที่ 3 ได้อนุญาตให้หลายชายของพระองค์ ทำการสกัดหินจากสนามต่อสู้แห่งนี้ เพื่อนำไปใช้ก่อสร้างวังของตนเอง และยังได้อนุญาตให้ Cardinal (ตำแหน่งที่รองจากสันตปาปา) สามารถขนวัสดุ หรือแม้แต่หินก้อนต่างๆ ออกไปใช้มากเท่าไหร่ก็ได้ไม่จำกัด เพียงแต่ให้เสร็จภายใน 12 ชั่วโมง แต่ยังโชคดีนะครับ ที่ยังเหลือ colosseum เป็นรูปเป็นร่างให้ลูกหลานได้เห็นกันจนถึงปัจจุบัน

The Forum สถานที่แห่งนี้ ในอดีตเป็นศูนย์กลางย่านการค้า การเมือง และศาสนาของกรุงโรมโบราณ ถูกสร้างมาแล้วไม่ต่ำกว่า 900 ปี ในอดีตอาคารหรือโบสท์ต่างๆ ถูกสร้างเรียงต่อกันอย่างน่าทึ่ง และเป็นที่ชุมนุมกัน เพื่อฟังเรื่องซุบซิบนินทา และพบปะสังสรรค์กัน นักการเมืองก็ตามมาเจอกันเพื่อถกเถียงเรื่องบ้านเมือง
น่าเสียดาย เมื่อยุคจักรวรรดิแห่งโรมเสื่อมลง สถานที่แห่งนี้ ก็ไม่ได้รับการซ่อมแซม และถูกปล่อยให้อาคารต่างๆ แตกหักและพังลงมา
พลาดไม่ได้ที่ต้องแวะชม ก็คือ ซุ้มประตู เซปติมุส เซเวอรัส (the Arch of Septimus Severus), โบสท์แซทเทิร์น (Temple of Saturn), บ้านแห่งเวสทอล (House of the Vestals), โบสท์แอนโนนินุสและฟอสตินา (Temple of Antoninus & Faustina) และซุ้มประตูแห่งติตุส (the Arch of Titus)

The Cappella Sistina หรือ Sistine Chapel ในภาษาอังกฤษ ถูกสร้างระหว่างปี ค.ศ. 1475 และ 1483 เพื่อใช้เป็นสถานที่สวดมนต์ส่วนพระองค์ของ พระสันตะปาปา ซิกซ์ตัส ที่ 4 (Sixtus) และ ณ ที่แห่งนี้ คุณพลาดไม่ได้สำหรับภาพวาดบนเพดานที่มีชื่อเสียงก้องโลก "The last Judgment"โดยฝีมือของจิตรกรเอก ไมเคิลแองเจโล (Michelangelo) ซึ่งภาพวาดอันมีมูลค่านี้ ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
The Mouth of Truth (Bocca Della Verita)Mouth of Truth นี้เป็นแผ่นหินอ่อน ที่มีรูปร่างลักษณะละม้ายคล้ายหน้าคน แขวนไว้อยู่บริเวณทางเข้าของโบสท์ซานตา มาเรีย หินสลัก Mouth of Truth นี้ เคยถูกใช้ให้เป็นเครื่องตัดสินว่าใครพูดโกหกหรือไม่ สมัยนั้นผู้คนเชื่อกันว่า คนพูดปดหรือโกหกปลิ้นปล้น หากวางมือลงที่ปากของ Bocca Della Verita (ปากของหินสลัก) แล้ว มือจะขาดทันที หากคุณกับแฟนไปเที่ยวด้วยกันแล้วหล่ะก็ ว่ากันว่า The Mouth of Truth นี้ เป็นที่พิสูจน์ความรักระหว่างคุณได้อีกแห่งหนึ่งครับ โรแมนติกไหมหล่ะ?
The Pantheon (แพนธีออน)สร้างขึ้นเมื่อ 27 ปีก่อนคริสตกาลโดย Marcus Agrippa สำหรับ The Pantheon ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในปัจจุบันนั้น ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่เมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ 2 นอกจากสภาพที่ยังคงไม่ผุพังไปตามกาลเวลาแล้ว สิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างก็คือ การออกแบบอาคารให้มีความกว้าง 142 ฟุต และสูง 142 ฟุตเช่นกัน ประตูทางเข้าโลหะสีทองบรอนซ์ที่มีน้ำหนักถึง 20 ตัน และจุดเด่นที่น่าสนใจอีกอย่างคือ การออกแบบโดมด้านบนของอาคารทำได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งไมเคิลแองเจลโล่เอง ก็ยังทำการศึกษาสถาปัตยกรรมของโดมแห่งนี้ ก่อนที่เขาจะออกแบบหลังคาโดมของโบสท์ St. Peter's แห่งนครวาติกัน
The Trevi Fountain (Fontana dei Trevi - น้ำพุเทรวี่)น้ำพุเทรวี่แห่งนี้ เริ่มเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงจากภาพยนตร์เรื่อง "Three Coins in the Fountain" ที่แห่งนี้เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรพลาดเป็นอันขาด เนื่องจากมีความสวยงาม ทางสถาปัตยกรรมเป็นอย่างมาก แต่กว่าจะออกมาสวยแบบนี้ มีการสร้างขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งลงตัวที่แบบดีไซน์ของ สถาปนิกชื่อ Francesco Salvi ในช่วงศตวรรษที่ 17 นี้เอง น้ำพุเทรวี่นี้ ถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่สร้างความประทับให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกเลยทีเดียว
ส่วนกลางของน้ำพุนั้น มีรูปปั้นของเทพเจ้าเนปจูน (Neptune) ขี่รถม้าติดปีก แสดงถึงความมีสุขภาพที่แข็งแรง และความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักร ตามธรรมเนียมแล้ว นักท่องเที่ยวที่มาชมน้ำพุเทรวี่แห่งนี้ ควรจะโยนเหรียญ 1 เหรียญลงไปในสระ โดยมีความเชื่อกันว่า หากโยนเหรียญลงไปแล้ว จะได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีกครั้งนึง
The Vatican City (นครวาติกัน) วาติกันได้รับการยอมรับให้เป็นรัฐประเทศ เมื่อปี 1920 โดยมีพระสันตปาปาเป็นประมุขของประเทศ โดยนครวาติกันตั้งอยู่ในใจกลางกรุงโรม รัฐคาธอลิกนี้ได้ชื่อว่าเป็นรัฐอิสระที่เล็กที่สุดในโลก นอกจากนี้ หากนับกันต่อตารางฟุตแล้ว วาติกันได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอีกด้วย โดยประชากรก็มีทั้งหมดเพียง 750 คนเท่านั้นเอง
นครวาติกันเป็นที่เก็บรักษาทรัพย์สมบัติอันประเมินค่าไม่ได้มากมาย รวมถึงโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ ที่ออกแบบโดยไมเคิลแองเจลโล (Michelangelo) The Sistine Chapel สถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาในพระราชวัง รวมถึงภาพวาดประดับผนังที่เป็นผลงานของจิตรกรเอกมากมาย อาทิ Michelangelo, Botticelli และ Perugino เพดานใน The Sistin chapel เอง ก็มีภาพวาดสวยงามหลายภาพ แต่ภาพที่มีได้รับการกล่าวถึงที่สุด มีชื่อว่า The Last Judgement ที่ถูกสร้างสรรขึ้นมาโดย Michelangelo ในปี 1508 และ 1512

 

หน้าแรก