Make your own free website on Tripod.com




 


 

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

เอโกรโดม (Agrodome)
มาเมืองแกะก็ต้องรู้จักแกะกันให้ลึกซึ้ง และที่เอโกรโดมมีเรื่องราวเกี่ยวักบแกะให้ชม เอโกรโดมอย
ู่ห่างจากตัวเมืองโรโตรัวราว 10 กิโลเมตร ตัวอาคารที่แสดงโชว์เป็นเหมือนโรงนาใหญ่ๆ มีเวทีสูง ตั้งอัฒ
จันทร์ ติดป้ายชื่อพันธุ์ให้แกะ 19 พันธุ์ออกมายืนโชว์ตัว สุนัขต้อนแกะก็จะออกมาสาธิตวิธีการควบคุมฝูงแกะให้ดูในทุ่งหญ้าที่อยู่ติดๆ กัน
ทุกวันจะมีการโชว์ตัดขนแกะ รีดนมวัว การใช้สุนัขต้อนแกะ และบรรยายเรื่องแกะให้ฟังเวลา 9.15 น. 11.00 น.
และ 14.30 น. ผู้ชมสามารถ เข้าไปสัมผัสแกะและลูกแกะในคอกอย่างใกล้ชิด สำหรับนักช้อปปิ้งนั้นจะมีร้านขายของที่ระลึกอยู่ ภายในโรงนานี้ด้วย
ราคาเข้าชม ผู้ใหญ่ 9 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ เด็ก 4.50 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ดูรายละเอียดที่ www.agrodome.co.nz
แอร์โรว์ทาวน์ (Arrowtown)
เป็นเมืองเล็ก ๆ อยู่ห่างออกไปราว 20 กิโลเมตร หรือใช้เวลาเดินทาง 15 นาที ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองเหมืองทองและทุกวันนี้ก็ยังคงมีทองอยู่ในลำธารข้าง ๆ เมือง ในตัวเมืองมีอาคารโบราณเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดให้ชมถึงประวัติศาสตร์ในยุคตื่นทอง รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ใน
สมัยนั้น และที่น่าสนใจคือเรื่องราวของนักขุดทองชาวจีนที่มา "ตื่นทอง" กับเข้าด้วยเหมือนกัน ถนนที่สำคัญคือ บักกิ้งแฮมสตรีม (Backingham Street) ซึ่งมีสถานที่สำคัญ ร้านอาหาร ร้ายขายของเรียงรายอยู่สองฝั่ง สามารถใช้เวลาครึ่งวัน-1 วัน อยู่เที่ยวเล่นได้อย่างสบาย ๆ ถ้าไม่ได้ขับรถไปเอง จะมีรถเมล์ 2 ชั้นวิ่งไปแอร์โรว์ทาวน์โดยเฉพาะ ออกวันละ 2 เที่ยวคือ 10.00 น. และ 14.00 น. จอดรอที่แอร์โรว์ทาวน์ 1 ชั่วโมง
แล้วกลับ ค่าโดยสารคนละ 16 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ขึ้นที่ป้ายรถเมล์หน้าถนนช้อปปิ้งในเมืองควีนสทาวน์
โอ๊กแลนด์ (Auckland)
โอ๊กแลนด์เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์ มีประชากรประมาณ 9 แสนคน นอกจากจะมีคนผิวขาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว ยังกลายเป็นเมืองศูนย์กลางของชาวโพลีนีเชียนจากหมู่
เกาะทะเลใต้ ปัจจุบันมีคนเอเชียอพยพเข้าไปทำมาหากิน และเรียนหนังสือ เพิ่มขึ้นทุกขณะ
โอ๊กแลนด์ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะเหนือบริเวณคอคอดของแหลมทำให้มีท่าเรืออ่าวจอดเรือที่ดีทั้งสอง
ฝั่งของเมือง ตัวเมืองตั้งอยู่ บนกลุ่มภูเขาไฟอยู่ทั่วไป แม้จะมีประชากรน้อยเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลก แต่โอ๊กแลนด์ก็จัดเป็นเมืองที่มีประชากรหน่าแน่นที่สุดในนิวซีแลนด์ เป็นเมือง ที่เฉลี่ยจำนวนบ้านและรถยนต์
ต่อประชากร 1 คนแล้วมีอัตราที่สูงที่สุดในโลก โอ๊กแลนด์ได้สมญานามว่าเมืองแห่งการเล่นเรือ (The City
of Sails) ซึ่งมาจากการมีอ่าวจอดเรือที่สมบูรณ์ และชาวเมืองนี้นิยมเล่นเรือ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ทำให้วิวทิวทัศน์อ่าวเมืองโอ๊กแลนด์มีสีสันสวยงามยิ่งนัก
สวนสัตว์โอ๊กแลนด์ (Auckland Zoo)
ถ้าอยากชมนกกีวีตัวจริงจะหาดูได้ที่นี่ ในอาคารที่ทำให้มืดเหมือนเป็นกลางคืน (นกกีวีเป็นนกที่หากินกลางคืน) และกิ้งก่าตูอาตารา สัตว์อื่นๆ ที่เป็นสัตว์เฉพาะถิ่นของนิวซีแลนด์ก็จะชมได้ที่นี่เช่นกัน เปิดทุกวัน 9.30-17.30 น.
ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 9 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ เด็ก 4.50 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ รายละเอียดที่ www.aucklandzoo.co.nz
เคลลี่ ทาร์ลตัน อันเดอร์วอเตอร์เวิลด์ และแอนตาร์กติก เอ็นเคาน์เตอร์ (Kelly Tarlton's Underwaterworld &
Antarctic Encounter)
โลกใต้น้ำของเคลลี่ ทาร์ลตัน ภายในมีสัตว์น้ำและปลานานาชนิดแหวกว่ายอยู่ในแทงก์ขนาดใหญ่ ซึ่งมีทาง
เลื่อนในท่อแก้ว ผ่านเข้าไปให้ผู้ชมได้สัมผัสชีวิตขึ้วโลกใต้ (Antarctic Encounter)ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสบรรยากาศการดำรงชีวิตของนักสำรวจขั้วโลก ใต้ได้ชมฝูงนกเพนกวินซึ่งอาศัยอยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิลบ 7 องศาเซลเซียส และการแสดงภาพจำลองการโจมตีของวาฬเพชฌฆาต
ค่าเข้าชมโลกใต้น้ำของเคลลี่ ทาร์ลตันคือ ผู้ใหญ่ 18 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี 9 ดอลลาร์นิว
ซีแลนด์ เวลาเปิดทำากร 9.00-21.00 น. รายละเอียดที่ www.newzealand.com/KellyTarltons
หมู่บ้านมรณะ (Buried Village)
หมู่บ้านมรณะหรือหมู่บ้านที่ถูกฝังนี้ตั้งอยู่ห่างจากเมืองโรโตรัวไปราว 15 กิโลเมตร ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลาง
การท่องเที่ยว เพราะตั้งอยู่ใกล้บ่อน้ำร้อนหลาย ๆ บ่อเรียงกันอยู่ริมทะเลสาบทาราเวรา (Lake Tarawera) ลด
หลั่นลงมาเป็นชั้น ๆ และมีหินปูนจับห้อยอยู่ งดงามยิ่งนัก เรียกว่า Pink and White Terrace (เทอเรสสีชมพู
และขาว)
ในปี ค.ศ. 1886 (พ.ศ. 2429) ภูเขาไฟทาราเวราซึ่งตระหง่านเงื้อมอยู่เหนือทะเลสาบเกิดระเบิดขึ้น เชื่อกันว่าเป็นเพราะเทพเจ้าแห่งภูเขาไฟ พิโรธชาวเมารีที่ปล่อยให้คนขาวเข้ามาเที่ยวดินแดนเมารี และเห็น
แก่เงิน หันมาใช้เงินแทนการแลกเปลี่ยนสินค้าอย่างประเพณีดั้งเดิม เถ้าถ่านลาวาจากภูเขาไฟได้ถล่มฝังหม
ู่บ้านทั้งหมู่บ้าน Pink and White Terrace ถูกทำลายจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวจนแตกหักพังสิ้น คนในหมู่บ้านตายไปกว่า 150 คน
หลังจากเกิดเหตุ ชาวเมารีและชาวผิวขาวได้ช่วยกันขุดค้นหาคนที่ถูกฝังทั้งเป็นอยู่ในบ้าน เมื่อช่วยผู้รอดชีวิต
ออกมาได้หมด ก็ไม่มีใครอาศัยอยู่ที่นี่ต่อไป เพราะเกรงจะจะต้องคำสาปของเทพเจ้าแห่งภูเขาไฟอีก ค่าเข้าชมหมู่บ้านมรณะคือ ผู้ใหญ่ 7 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ เด็ก 2 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ เปิด 8.30 - 17.00 น. ทุกวัน
พิพิธภัณฑ์แคนเทอร์เบอรี (Canterbury Museum)
อยู่หน้าประตูทางเข้าสวนพฤกษชาติ เปิด 9.00 - 15.30 น. ไม่เสียค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ยกเว้นส่วน Discovery
Centre จะต้องเสียค่าผ่านประตู 2 ดอลลาร์นิวซีแลนด์และส่วนที่จัดแสดงนิทรรศการพิเศษก็ต้องเสียค่าผ่าน
ประตูเช่นกัน สิ่งที่น่าสนใจที่จัดแสดงอยู่คือเรื่องราวของเมารี นกมัว และประวัติการสำรวจทางทวีปแอนตาร์กติก
(ขั้วโลกใต้)
นอกจากนั้นแล้วยังมีอุปกรณ์ ที่เซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลลารี (Sir Edmund Hillary) ใช้เมื่อพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์
ตั้งแสดงอยู่
แหลมเรอินก้า (Cape Reinga)
ส่วนเหนือที่สุดของนิวซีแลนด์เป็นแหลมยื่นออกไปในทะเลเป็นที่ตั้งของประภาคารที่ชาวเมารีเชื่อว่าเป็น
จุดสุดท้ายที่วิญญาณ ผู้ตายจะกระโดดลงไปเพื่อกลับสู่งแผ่นดินบุรุษ ซึ่งการเดินทางไปยังแหลมนี้สามารถ
ไปได้ด้วยรถทัวร์
ไครส์เชิร์ช (Christchurch)
ยุโรปเริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำสายเล็ก ๆ สายหนึ่งในบริเวณที่ราบกว้างใหญ่ตอบกลางของเกาะใต้
ในปี ค.ศ. 1851 (พ.ศ. 2394) โดยกลุ่มที่เข้ามาเป็นพวกแองกลิกัน ซึ่งค่อนข้างมีระเบียบและช่างวางแผน ได้นำแนวคิดแบบอังกฤษเข้ามาวางผังเมืองและจัดตั้งเมืองจนเสร็จสมบูรณ์
ในปีค.ศ. 1872 (พ.ศ. 2415) พวกเขาได้ตั้งชื่อเมืองนี้ว่า ไครส์เชิร์ช ตามชื่อไครส์เชิร์ชคอลเลจ (Christchurch
College) ในมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด และตั้งชื่อแม่น้ำสายสงบนี้ว่า เอวอน ตามชื่อแม่น้ำในสก็อตแลนด์
ความเป็นอังกฤษของไครส์เชิร์ชเห็นได้เด่นชัดจากจัตุรัสกลางเมืองที่ตั้งมหาวิหาร (Cathedral Square) สวนสาธารณะขนาดใหญ่ กลางเมือง อาคารบ้านเรือนทั้งเมือง และอนุสาวรีย์แทบทุกหัวมุมถนน
ไครส์เชิร์ชได้ชื่อว่าเป็นเมือง "อังกฤษ" เสียยิ่งกว่าอังกฤษแท้ๆนอกจากบ้านเมืองจะคล้ายคลึงกับเมืองในประเทศอังกฤษแล้ว ยังมีแม่น้ำเอวอน
(Avon) ไหลผ่านกลางเมืองอย่างสงบเยือกเย็น ผิดกับแม่น้ำอื่น ๆ ในนิวซีแลนด์ที่เหมาะแก่การล่องแก่ง ที่แม่น้ำเอวอนจะได้เห็นคนถ่อเรือไปตามสายน้ำที่ไหลเอื่อยและมีต้นหลิวโน้มกิ่งระย้าอยู่เหนือน้ำ เหมือนในสวนสาธารณะกลางเมืองในอังกฤษไม่มีผิด ปัจจุบันไครส์เชิร์ชมีพลเมืองราว 3 แสนคน และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของเกาะใต้
เดาบ์ทฟูลซาวด์ (Doubtful Sound)
เส้นทางการชมเดาบ์ทฟูลซาวด์ที่เป็นที่นิยมมากคือการลงเรือล่องทะเลสาบมานาปูรี (Manapouri) ขึ้นฝั่งที่
เวสต์อาร์ม (West Arm) เพื่อลงเรือล่องเดาบ์ทฟูลซาวด์ สิ่งที่จะพบเห็นในเดาบ์ทฟูลซาวด์ นอกจากความสวยงามสองฝั่งหน้าผาแล้ว ยังรวมถึงสัตว์ใหญ่น้อยที่มีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น นกเพนกวิน
แมวน้ำหรือโลมา
ดูนิดิน (Dunedin)
เมืองสำคัญอีกเมืองหนึ่งทางตอนใต้ของเกาะใต้คือเมืองดูนิดิน เมืองนี้เป็นเมืองมหาวิทยาลัยและเคยเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในนิวซีแลนด์ ในยุคตื่นทอง ปัจจุบันเป็นจุดศูนย์กลางของนักท่องเที่ยวทัวร์ธรรมชาติ (Eco-tour) เช่น ทัวร์ดูนกเพนกวน ทัวร์ดูแมวน้ำ และการเดินป่าแบบธรรมชาติ

อินเตอร์เนชั่นแนลแอนตาร์กติกเซ็นเตอร์ (International Antarctic Centre)
สถานที่น่าสนใจแห่งนี้อยู่ใกล้สนามบินนานาชาติไครส์เชิร์ช เพิ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชมเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา โดยนักธรรมชาติวิทยา ศาสตราจารย์เดวิด เบลลามี (Professor David Bellamy) แอนตาร์กิต (Antarctic)
หรือขั้วโลกใต้ เป็นทวีปที่มนุษย์เรารู้จักน้อยที่สุดเพราะไม่มีคนอาศัยอยู่ มีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลและ
อากาศหนาว ทารุณมาก ปกคลุมด้วยน้ำแข็งหนาวเย็นตลอดปี แต่อุดมไปด้วยสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะ
วาฬ นกเพนกวิน แมวน้ำ และสิงโตทะเล หลายประเทศที่ อยู่ใกล้เคียงและประเทศมหาอำนาจอีกจำนวนหนึ่งได้แย่งเขตกันครอบครองดินแดนแอนตาร์กติกเป็น
ส่วน ๆ และต่างก็ลงมือสำรวจภายใต้พื้นน้ำแข็งหนา เพื่อจะพบแร่ธาติที่มีคุณค่าและมีคุณสมบัติที่มนุษย์
ต้องการนำมาใช้ โดยตั้งสถานีสำรวจตามริมฝั่งทะเล ชาติที่มีบทบาทสำตัญได้แก่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ
ฝรั่งเศส อาร์เจนตินา ชิลี เยอรมนี แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ โปแลนด์ ฯลฯ แม้ประเทศที่อยู้แอนตาร์ก
ติกที่สุดจะเป็น อาร์เจนติน่า และชิลี
แต่เมืองที่เจริญก้าวหน้าที่สามารถให้เครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่มาลงได้ใกล้ที่สุด คือ ไครส์เชิร์ชของ
นิวซีแลนด์ ทำให้ไครส์เชิร์ชกลาย เป็นศูนย์กลางการส่งเสบียงอาหาร เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์การสำรวจให้กับสถานีสำรวจต่าง ๆ และเรื่องราวล่าสุดจากแอนตาร์กติกก็จะต้องปรากฎที่
ไครส์เชิร์ช ก่อนใครเสมอ
เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 9.30 - 17.30 น. (ฤดูร้อนเปิดถึง 20.00 น.) อัตราค่าเข้าชมคนละ 10 ดอลลาร์นิวซี
แลนด์ เด็ก 6 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ถ้าขึ้นรถเมล์ที่มาสนามบินซึ่งผ่านอยู่แล้ว จะแวะลงได้ง่ายหรือรถบัสซิตี้
แอร์พอร์ตที่วิ่งจากในเมืองมาที่ศูนย์ฯ นี้ทุกครึ่งชั่วโมง

ปราสาทลาร์นัค (Larnach Castle)
บ้านหลังใหญ่สร้างงดงามราวปราสาทราชวัง สร้างขึ้นโดย เจ ดับเบิลยู เอ็ม ลาร์นัค (J. W. M. Larnach)
ในปี
ค.ศ. 1871 (พ.ศ. 2414) กล่าวกันว่าเป็นบ้านที่มีมูลค่าการก่อสร้างสูงที่สุดในซีกโลกภาคใต้ ลาร์นัคผู้เป็นเจ้า
ของสร้างบ้านหลังนี้บนเนินเขา โดยจ้างช่างมาจากอังกฤษ ใช้เวลาในการก่อสร้าง 12 ปี หินอ่อนและไม้ที่ใช้ ในการตกแต่งภายในสั่งตรงมาจากยุโรป
ลาร์นัคเป็นนักการเมืองผู้เรืองอำนาจในคณะรัฐบาลของนิวซีแลนด์ ในช่วงปี ค.ศ. 1870 (พ.ศ. 2431) แต่ปีค.ศ.
1898 (พ.ศ. 2441) เขาประสบปัญหาการเงิน ปัญหาชีวิต ฯลฯ หลายประการ จึงฆ่าตัวตายในที่ทำการรัฐบาล
ค่าเข้าชมปราสาทลาร์นัคคือ 12 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ เด็ก 4.50 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ หากเข้าชมแต่สวนต้น
ดอกไม้และบริเวณรอบ ๆ โดยไม่เข้าตัวปราสาทเสียคนละ 6 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ เด็ก 2 ดอลลาร์นิวซีแลนด์
ตั้งอยู่ที่ 145 Camp Road ใช้เวลาเดินทางราว 20 นาที จากตัวเมืองดูนิดิน นอกจากการชมปราสาท สวน และ
อาณาบริเวณโดยรอบแล้ว ยังมี Larnach Castle Lodge ให้ไปพักค้างคืนด้วย โทรศัพท์ติดต่อได้ที่ (03)
476 1616 เว็ปไซด์ www.larnachcastle.co.nz
แมคเคนซีคันทรี (MacKenzie Country)
หากเดินทางออกจากไครส์เชิร์ชลงมาทางใต้ จะเป็นที่ราบกว้างใหญ่อันอุดมสมบุรณ์เหมาะแก่การเลี้ยงสัตว
์ (แกะ) ยิ่งนัก ถ้าขับรถเอง สองข้างทางจะมีฟาร์มและร้านค้าริมทาง ขายผลิตภัณฑ์จากขนแกะและไหมพรมในราคาไม่แพงและเมื่อเดินทางไกลลงไปจนเกือบเข้าเขตเมาต์คุก
จะเป็นที่ราบสูง เรียกว่า แมคเคนซีคันทรี ซึ่งได้ชื่อมาจากจ็อค แมคแคนซี (James "Jock" MacKenzie) ชาว
สก็อตผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า "ขโมย" แกะกว่าพันตัวจากที่ต่าง ๆ มาเลี้ยงไว้บริเวณนี้ในช่วงปี ค.ศ. 1855
(พ.ศ.2398)
เรื่องราวของเขาถูกแต่งเติมเสริมต่อจนกลายเป็นเหมือนนิยายปรัมปราในยุคนั้นยังไม่มีใครสนใจพื้นที่บริเวณ
นี้จนเมื่อแมคเคนซีนถูกจับ จึงเห็นว่าที่ตรงนี้อุดมสมบูรณ์และเข้ามาจับจองเลี้ยงสัตว์ในเวลาต่อมา ถัดไปอีก
ไม่ไกลนักจะเป็นจุด "วิวสวย" อีกแห่งหนึ่งได้แก่ บริเวณทะเลสาบเตคาโป (Lake Tekapo) ซึ่งเป็นทะเลสาบ
สีน้ำนม อันเกิดขึ้น จากแร่ธาตุที่ไหลลงมาจากธารน้ำแข็ง ฉากหลังของทะเลสาบจะเป็นเทือกเขาที่มีหิมะปก
คลุมยอดทั้งปี ในวันฟ้าใสจะสวยงามมาก

มิลฟอร์ดซาวด์ (Milford Sound)
จากเมืองเตอานาวไปประมาณ 119 กิโลเมตร ไปตามทางที่คดเคี้ยวและสวยงามจะถึงมิลฟอร์ดและที่ลงเรือ
ล่องชมมิลฟอร์ด ตัวมิลฟอร์ด ซาวด์นี้มีความยาว 16 กิโลเมตร มีวิวสวยงามให้ชม สองฝั่งคือน้ำตกในเวน
(Bowen Fall) สูง 160 เมตร ซึ่งเกิดจากการละลายของหิมะและธารน้ำแข็ง น้ำตกนี้อยู่ทางขวามือเมื่อเรือวิ่ง
ขาไป โดยอยู่ห่างจากท่าเรือไม่มากนัก เรือจะแล่นไปจนถึงปากอ่าวแล้ววกกลับ ถ้าชมวิวชั้นบนอากาศจะ
หนาวมาก ควรเตรียมเสื้อหนา ๆ ไปใส่ ตามโขดหินสองฝั่ง คอยสังเกตให้ดี จะมีแมวน้ำมานอนฝั่งเช่นเดียว
กับนกเพนกวิน และถ้าโชคดีดีบางครั่งจะมีโลมามาว่ายตามเรือด้วย การล่องเรือผนวกอาหารกลางวันเป็นรายการที่ดีที่สุดใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เสียค่าใช้จ่ายรวมคนละ 40 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ถ้าไม่รับประทาน อาหารในเรือจะนำอาหารลงเรือไปเองก็ได้ การล่องเรือชมมิลฟอร์
ซาวด์นี้มักจะเต็ม จึงควรจองล่วงหน้าหรือจองเป็นทัวร์ไปจากเมืองใหญ่ เช่น ควีนสทาวน์หรือดูนิดิน

มิราเคิลไมล์ (Miracle Mile)
ย่านธุรกิจการค้าอันเป็นหัวใจของเวลลิงตัน ตั้งอยู่บนถนนแลมบ์ตัน (Lambton Wuay) และถนนเจอวัวส์
(Jervois Quay) และบริเวณใกล้เคียง ยานดาวน์ทาวน์นี้เรียกว่า มิราเคิลไมล์ (Miracle Mile) ตั้งแต่สถานีรถไฟทางฝั่งซ้ายของตัวเมืองไปจนถึงท่าเรือโอเวอร์ซีเทอร์มินัล (Oversea Terminal) ย่านดาวน์ทาวน์ของที่นี่ก็เหมือนที่อื่น ๆ ในโลก คือมีร้านค้า ร้านอาหาร และโรงแรมชั้นหนึ่ง และเนื่องจากเวลลิงตันมีขนาดไม่กว้างใหญ่ การเดินจึงเป็นการเดิน ทางภายในเมืองที่สะดวกที่สุด
เมาต์คุก (Mt. Cook)
ยอดเขาคุกตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเมาต์คุก เป็นหนึ่งในจำนวนยอดเขาที่สูงเกิน 3,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ของนิวซีแลนด์ โดยเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด คือ สูง 3,704 เมตร ตั้งชื่อตามกัปตัน
เจมส์ คุก ผู้ค้นพบนิวซีแลนด์ ผู้พิชิตยขอดเขานี้เป็นกลุ่มแรกคือชาวนิวซีแลนด์ 3 คน ได้แก่ แจ็ก
คลาร์ก (Clarke) ทอม ฟิฟ (Fyfe) และจอร์จ เกรแฮม (Graham) ในวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1897
(พ.ศ. 2437) ในกาลต่อมา ยอดเขา แห่งนี้ได้เป็นสนามฝึกให้กับนักไต่เขาหลาย ๆ คน (รวมถึงเซอร
์เอ็ดมันด์ อิลรารี) ได้ซ้อมก่อนไปพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ในเทือกเขาหิมาลัย ใจกลางของอุทยานแห่งชาติเมาต์คุกคือเมาต์คุกวิลเลจ ที่ตั้งของโรงแรมและศูนย์ข้อมูลข่าวสารนัก
ท่องเที่ยว ผู้ที่จะมาพักชมวิวทิวทัศน์ อันน่ามหัศจรรย์ของเทือกเขาแอลป์และเมาต์คุกจะต้องพักค้างที่เมาต์คุกวิลเลจที่นี่มีร้านขายของ ขายอาหารให้หาซื้อของกินของใช้ด้วย
การไปอุทยานแห่งชาติเมาต์คุกต้องจองที่พักล่วงหน้า เพราะมีที่พักจำกัดและอาจจะเต็มได้ การเข้าไปเที่ยวแล้วกลับออกมาในวันเดียว นับว่า "ไม่คุ้ม" เพราะขับรถไกล และเวลาที่สวยของเมาต์
คุกที่ควรเห็นคือช่วงเช้า
พระอาทิตย์ขึ้นและก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ช่วงเวลาที่ควรไปคือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ (ตุลาคม - พฤศจิกายน) เพราะอากาศไม่หนาวจนเกินไป แต่ยังมีหิมะหลงเหลือมากให้ได้ตื่นตาตื่นใจ หรือจะไปช่วงต้นฤดูหนาว
(พฤษภาคม - มิถุนายน) ก็สวยงามมากเช่นกัน เพราะจะมีหิมะตกใหม่ ๆ มีสีขาวสะอาด

พิพิธภัณฑ์สมุทรศาสตร์แห่งชาติ (New Zealand National Maritime Museum)
ตั้งอยู่ริมฝั่งอ่าวย่างดาวน์ทาวน์ เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับเรือลและการเดินเรือที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
เริ่มเปิดให้ชมเมื่อ ปลายปีพ.ศ. 2533 ที่ผ่านมา ภายในมีเรือและเรื่องราวเกี่ยวกับเรือหลายประเภทให้ชมตั้งแต่เรือแบบที่ชาวโพลีเชียนใช้เดินทาง
ข้ามทะเลมายังนิวซีแลนด์ เรือล่าวาฬ เรือเมารี จนถึงเรือสมัยใหม่ที่ใช้เพื่อกิจกรรมการท่องเที่ยว
เช่น เจ็ตโบ้ตและเรือใบ พิพิธภัณฑ์สมุทรศาสตร์ฯ เปิด 10.00-17.00 น. วันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์
ในฤดูร้อนเปิดถึง3 ทุ่ม (พฤศจิกายน-มีนาคม) ค่าเข้าชมคนละ 9 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ รายละเอียดที่
www.nzmaritime.org
ชายหาดไนตี้ไมล์ (Ninety Mile Beach)
ชายหาดที่มีความยาวกว่า 96 กิโลเมตร เป็นที่รู้จักดีในเรื่องอาหารทะเลที่เรียก โตเฮโร (Toheroa)
ว่ามีรสชาติเยี่ยมแต่ปัจจุบัน เป็นสัตว์น้ำที่ได้รับการคุ้มครองไปแล้ว ดูรายละเอียดที่ www.90mile.co.nz
โออามารู (Oamaru)
เหนือจากดูนิดินขึ้นไปใช้เวลาดเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง จะเป็นเมืองริมทะเลชื่อเมืองโออามารู เมือง
เป็นเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์ มีอาคารตามแบบสถาบัตยกรรมเก่า ได้รับการอนุรักษ์ไว้
อย่างสวยงาม ขณะเดียวกันผู้ที่รักธรรมชาติและชอบชมชีวิตสัตว์ จะสามารถดูนกเพนกวินได้อย่าง
ใกล้ชิดบริเวณชายหาดเมืองโออามารูนี้เอง
นกเพนกวิน 2 พันธุ์ที่ขึ้นมาทำรังตรงชายฝั่งคือ นกเพนกวินตาเหลือง (Yellow-eyed Penguin) และนก
เพนกวินสีฟ้า (Blue Penguin) ทั้งสอง พันธุ์เป็นนกเพนกวินขนาดเล็ก เวลาที่เหมาะแก่การเฝ้าชมคือช่วง
ก่อนที่นกจะกลับจากหากิน ทางการทำซุ้มแอบไว้ไม่ให้เป็นการรบกวนนก และห้ามใช้แฟลชถ่ายรูป
โดยเด็ดขาด
โอตาโกเพนินซูล่า (Otago Peninsula)
ปกติแล้วนกอัลบาทรอสเป็นนกกินปลาที่หากินอยู่ในทะเล และจะทำรังอยู่ตามเกาะกลางทะเล แต่บริเวณปลายสุดของโอตาโกเพนินซูลล่าจะเป็นแห่งเดียวในโลกที่นกอัลบาทรอสมาทำรังรวมกันใกล้
ที่อยู่อาศัยของมนุษย์มากขนาดนี้ ผู้เข้าชม
จะต้องซื้อใบอนุญาต ราคา 15 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ จากศูนย์ข้อมูลข่าวสารนักท่องเที่ยวในดูนิดิน ซึ่งจะม
ีจะมีไกด์นำเข้าไปชมเป็นเวลา 1 ชั่วโมง
นกอัลบาทรอสชนิดที่เข้ามาทำรังนี้เป็นนกพันธุ์นอร์เทิร์ทรอยัลอัลบาทรอบ (Northern Royal Albatroos) ซึ่งเป็นนกทะเลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ปีกของมันเมื่อกางเต็มที่จะมีความยาวจากปลายปีกซ้ายจรด
ปลายปีกขวาเท่ากับ 2 เมตร ครึ่งถึง 3 เมตร นกมาทำรังเพื่อวางไข่และเลี้ยงลูกนกอ่อน
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเข้าชมคือช่วงบ่าย เมื่อพ่อแม่นกบินกลับมาป้อนอาหารลูก เนื่องจากการเข้าชมนั้นจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละวัน จึงควรจองที่ล่วงหน้า โดยอาจติดต่อผ่านทาง
โรงแรมที่พัก หรือศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว

ย่านพาร์แนล (Parnell)
ใกล้ๆ กับโอ๊กแลนด์มิวเชียม คือ ย่านเมืองเก่าที่เรียกว่า "พาร์แนล"เป็นอาคารบ้านเรือนโบราณ
สมัยเริ่มตั้งเมืองโอ๊กแลนด์ (ค.ศ. 1840 หรือ พ.ศ.2383) เมื่อเวลาผ่านไป เมืองขยายออกมามาก และพาร์แนลกลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยเก่า ๆ ทรุดโทรม ได้มีความคิดที่จะรื้อ ทำลายบ้านเหล่านี้
แต่นักพัฒนาที่ดิน เลส ฮาร์วีย์ (Les Harvey) ผู้เล็งเห็นการณ์ไกลได้กว้านซื้อบ้านและที่ดิน เพื่อ
ตั้งเป็นหมู่บ้านเก่า บูรณะให้มีสภาพที่ดีขึ้น ที่ทรุดโทรมเกินไปก็สร้างใหม่เลียนแบบของเดิม แล้วเปิดให้เช่าเป็นร้านค้าขายของและขายอาหาร
ปัจจุบันพาร์แนลเป็นย่านที่นักท่องเที่ยวจะหาอาหารรับประทานได้นานาชาติ ทั้งไทย ญี่ปุ่น
จีน อาหรับ กรีก ฟาสต์ฟู้ด ฯลฯ
ร้านค้าเปิดทุกวันตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 1 ทุ่ม ยามค่ำคืนมีผับ (Pub) คาเฟ่ (Cafe) และภัตตาคารชั้น 1 ซึ่งนอกจากจะมีนักท่องเที่ยวมากมายแล้ว คนนิวซีแลนด์เองมาใช้ชีวิตราตรีที่นี่กันด้วย
ควีนสทาวน์ (Queenstown)
ไม่มีเมืองไหนในนิวซีแลนด์ที่จะสนุกสนานมีชีวิตชีวา และ "นอนดึก" เท่าที่ควีนสทาวน์ ยามกลางวันมีกิจกรรมนานัปการให้ทำ ทั้งในบริเวณ ตัวเมืองเมืองใกล้เคียง หรือจะออกไปจนถึงฟยอร์ดแลนด์ก็ยังไหว ตกต่ำกลับมาช้อปปิ้งต่อได้อีกจนถึง 4-5 ทุ่ม ตัวเมืองควีนสทาวน์ตั้งอยู่ริมทะเลสาบวาคาทีปู (Wakatipu) จึงมีวิวสวยของเทือกเขาสีฟ้ายอด
เขาหิมะปกคลุมขาว สะท้อนเงาทะเลสาบ ให้คนชอบธรรมชาติที่งดงามได้ชื่นชมกันอีกตามเคย กิจกรรมสำคัญในเมืองนี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่สร้างความตื่นเต้นให้กับชีวิต ในฤดูร้อนจะเนืองแน่น
ไปด้วยคนหนุ่มสาว ครอบครัว รวมทั้งลูกเด็กทุก เพศทุกวัย ฤดูหนาวก็เนืองแน่นไปด้วยนักเล่นสกี จึงเป็นเมืองที่ไม่เงียบเหงาเลยตลอดทั้งปี
โรโตรัว (Rotorua)
เมืองโรโตรัวคือเมืองท่องเที่ยวที่โด่งดังที่สุดในเกาะเหนือ ตัวเมืองตั้งอยู่ริมทะเลสาบโรโตรัว อยู่ห่างจากโอ๊กแลนด์
ไปทางใต้โดยใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง เป็นเมืองที่มีชาวเมารีอาศัยอยู่มากที่สุด ทำให้เป็นสิ่งที่สา
มารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็น จำนวนมาก เนื่องจากจะได้สัมผัสกับวัฒนธรรมเมารีที่แท้จริงที่นี่ ชื่อเสียงของโรโตรัวมาจากแหล่งท่องเที่ยวจุดใหญ่ ๆ ที่น่าสนใจ คือ
- บ่ออาบน้ำร้อน
- ศูนย์วัฒนธรรมเมารี (Maori Arts and Crafts Institute)
- เขตสงวนบ่อน้ำพุร้อน เต วากาเรวาเรวา (Te Whakarewarewa Thermal Reserve)
- บ่อตกปลาเทร้าต์ และเอโกรโดม
ชาวเมารีเข้ามาอาศัยอยู่รอบอาณาบริเวณนี้ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 และทำการแก่งแย่งพื้นที่
กันระหว่างเผ่าต่าง ๆ ตลอดมา เพราะบริเวณนี้อบอุ่นด้วยความร้อนจากใต้ดิน ซึ่งมาจากแนวภูเขา
ไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ ชาวเมารีได้ใช้ความร้อนนั้นในการทำอาหาร บ่อน้ำอุ่นๆ เป็นที่อาบน้ำชำระร่าง
กายและถือว่า ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ ชาวผิวขาวเข้ามาเยือนโรโตรัว
หลังจากปี ค.ศ. 1870 หรือ พ.ศ. 2413 ข่าวความงดงามของภูมิประเทศและบ่อน้ำร้อนก็ แพร่
่กระจายไปอย่างรวดเร็ว 14 ปีถัดมา ถนนจากโอ๊กแลนด์ได้เริ่มสร้างมาสู่โรโตรัว และหลังจาก
นั้นอีก 10 ปี ทางรถไฟ สายโรโตรัว-โอ๊กแลนด์ก็สร้างเสร็จสมบูรณ์ โรโตรัวจึงกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวพักผ่อนตากอากาศของนิวซีแลนด์ไปในที่สุด
การเดินทางจากโอ๊กแลนด์สามารถเดินทางสุ่โรดตรัวได้หลายทาง เครื่องบินใช้เวลาบิน 25 นาที รถเมล์อินเตอร์ซิตี้ใช้เวลา 8 ชั่วโมง จากโรโตรัวสามารถเดินทางต่อไปยังเตาโปได้ในเวลาขับรถ
1 ชั่วโมง 30 นาที หรือเวลลิงตันใช้เวลาเวลาขับรถ 5 ชั่วโมง 30 นาที
เกาะสจ๊วร์ต (Stewart Island)
เรื่องราวของนิวซีแลนด์คงจบไม่สมบูรณ์หากไม่ได้กล่าวถึงเกาะสจ๊วร์ต เกาะซึ่งใหญ่เป็นที่ 3 รองจากเกาะเหนือและเกาะใต้ ตั้งอยู่ปลายสุดของเกาะใต้ มีขนาดเล็กมากถ้าเทียบกับอีก 2
เกาะที่กล่าวมา คือยาว 64 กิโลเมตร มีเมืองเล็ก ๆ ที่มีสภาพเป็นชนบท แต่มีความงดงาม ตาม
ธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณนานาชนิด นก และสัตว์ใหญ่น้อย ที่นี่มีฝนตกเกือบตลอดเวลาและอากาศแปรปรวน วิธีเดินทางไปเกาะสจ๊วต์ที่ง่ายที่สุดคือนั่งเครื่องบินจากอินเวอร์คาร์กิลล์ไปลงบนเกาะ ใช้เวลา
บินเพียง 20 นาที หรือจะนั่งเรือข้ามฟากก็ได้ซึ่ง ใช้เวลา 1 ชั่วโมง แต่ทะเลมีคลื่นจัดจะเมาเรือ
ได้ง่ายมาก ที่พักบนเกาะสจ๊วร์ตมีไม่มากนัก เพราะไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวไปเยือนสักเท่าไหร่ ยกเว้นนักธรรมชาติวิทยาและนักชีววิทยา
เท ปาปา (Te Papa)
เท ปาปาคือพิพิธภัณฑ์ในฝันอย่างที่คนอยากจะเดินเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ในสนุกต้องการ ทำให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมมากที่สุดของนิวซีแลนด์ ห้องนิทรรศการถาวรและหมุน
เวียน 16 ห้อง แสดงเรื่องราวของพื้นที่ และประชากรของนิวซีแลนด์ ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์
วัฒนธรรม ศิลปะและชนพื้นเมือง มีห้องที่ผู้มาเยือนสามารถสัมผัสนกกีวีได้ หรือห้องที่จำลองเหตุการณ์แผ่นดินไหวและอาฟเตอร์ช็อก เปิดให้เข้าชมได้ฟรีทุกวัน ตั้งแต่
10.00 - 18.00 น. วันพฤหัสบดี เปิดถึง 21.00 น. ตั้งอยู่ที่ Cable Street ใกล้เวลลิงตันวอเตอร์ฟรอนต์ สามารถสอบถามข้อมูล หรือติดต่อไกด์นำชมล่วงหน้าได้ที่ (04) 381 7000 หรือ www.tepapa.govt.nz
ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเมารี (Te Whakarewarewa)
ศูนย์ฯ นี้เรียกย่อ ๆ ว่า วากา (Whaka) เป็นที่ตั้งของศูนย์แสดงงานฝีมือของเมารีในบริเวณที่เป็น
บ่อน้ำพุร้อน และมีหมู่บ้านเมารี อยู่ทางด้านหลัง ทางเข้า "วากา" เป็นซุ้มประตูไม้แกะสลักสีแดง เมื่อผ่านเข้าไปจะเป็นศูนย์ศิลปะและห้องโชว์งานฝีมือ ซึ่งมีเมารีแท้ ๆ มาทำการแกะสลักไม้ทำ
เครื่อจักสานให้ชม จากนั้นจะเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง บ้านโบราณ เรือโบราณตั้งแสดง และทุก
วัน เวลา 12.15 น. จะมีการแสดงระบำเมารีและการร้องเพลงให้ชม
ออกจากส่วนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งจะเป็นส่วนของบ่อน้ำพุร้อน การเดินชมส่วนนี้ต้องเดินบนทางเฉพาะที่ทำไว้ให้เท่านั้น ไม่ออกไปนอกทางอย่างเด็ดขาด เพราะอาจหล่นลงไปในบ่อน้ำร้อน บ่อโคลนเดือด หรือไปยืนอยู่ตรงตาน้ำซึ่งจะมีน้ำพุร้อนๆ
พุ่งขึ้นมาได้ จุดที่เด่นที่สุดในบริเวณบ่อน้ำพุร้อนคือ ตรงสะพานข้ามลำธาร ซึ่งจะมองเห็นน้ำพุร้อนใหญ่ที่พุ่งขึ้นสูงถึง 20 เมตรได้อย่างถนัด (ถ่ายรูปได้สวยด้วย) น้ำพุใหญ่ จะพุ่งขึ้นให้ชมกันชั่วโมงละ 2-3 ครั้ง ไม่มีช่วงเว้นที่แน่นอน แต่ละครั้งจะพุ่งอยู่นาน 5-10 นาที
จากบ่อน้ำพุร้อน ถ้าเดินต่อไปทางด้านหลังจะเข้าสู่หมู่บ้านเมารีซึ่งยังคงเป็นที่อยู่อาศัยจริง ๆ
ในปัจจุบัน โดยจะต้องเดินผ่านสุสานท้ายหมู่บ้านไปทะลุ ออกด้านหน้าหมู่บ้าน บางบ้านจะเปิดเป็นร้านขายของที่ระลึก และส่วนใหญ่จะติดป้ายหน้าบ้านไว้ว่า "เป็นเขตส่วนบุคคล ไม่ใช่ที่สาธารณะ ห้ามเข้า" คาดว่าคงมีนักท่องเที่ยวหลายคนไม่รู้ คิดว่าเป็นหมู่บ้านจำลอง จึงพยายามเข้าไปดูภายในบ้านด้วย อันเป็นการสร้างความรำคาญใจให้กับเจ้าของบ้าน กรุ๊ปทัวร์ส่วนใหญ่จะจอดให้ลงทางเข้าด้านหน้าซึ่งมีซุ้มประตู และจะไปรอรับที่ที่จอดรถตรงทาง
เข้าหมู่บ้าน ผู้สูงอายุเกรงจะเดินไม่ไหว ควรรอบนรถ เพราะจะไม่เดินกลับทางเก่าอีก"วากา"
เปิดทุกวัน เวลา 8.00 - 17.00 น. ค่าเข้าศูนย์ศิลปวัฒนธรรมและบ่อน้ำพุร้อนคือ 18 ดอลลาร์นิว
ซีแลนด์
เวลลิงตัน (Wellington)
ถัดจากภูมิภาคที่เรียกว่า Central North Island แล้วก็จะมาถึงส่วนของ Central Stage ซึ่งมี
เวลลิงตัน เมืองหลวงของนิวซีแลนด์ ตั้งอยู่บนอ่าวทางตอนใต้สุดของเกาะเหนือ มีความสำคัญในด้านการปกครองและเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเกาะเหนือและเกาะใต้ มีสมญา
นามว่าเป็น"Windy City" หรือเมืองลมแรง เพราะอยู่ในจุดรับลมที่ผ่านช่องแคบคุกเข้ามา ในบางครั้งต้องมีการขึงเชือกริมทางเท้าเพื่อให้คนเดินถนนมีที่ยึดยามลมกรรโชกแรงที่จะเกิด
ขึ้นในช่วงเปลี่ยนฤดู
กรุงเวลลิงตันได้ชื่อตามยุคแห่งแวลลิงตัว (Duke of Wellington) พิชิตนะโปเลียนในสงคราม
วอเตอร์ลู ดินแดนบริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของเมารี ผู้ที่เข้ามาในช่วงแรกได้ถือสิทธิ์ยึดครอง
ไว้ในนาม นิวซีแลนด์คอมปานีและได้ขายให้ชาวผิวขาวอื่น ๆ ต่อไป ในขณะที่ชาวเมารีถกเถียงว่าพื้นที่เป็นของพวกเขา ทำให้เกิดความขัดแย้งกัน เมื่อการเซ็นสัญญา
ไวตัวกิ (Waitangi) ในปี ค.ศ. 1840 เรียบร้อย โอ๊กแลนด์ได้รับเลือกให้เป็นเมืองหลวงของประเทศ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดการตื่นทองที่เกาะใต้ ผู้คนหลั่งไหลมาจากยุโรปและออสเตรเลีย โดยเดินทางเข้ามาจากทุกทิศทางและมารวมกันที่เวลลิงตัน เพื่อข้ามไปยังเกาะใต้ หลังจากนั้นเมื่อคนทางเกาะใต้มีจำนวนมากขึ้น และมีอิทธิพลเพราะร่ำรวยจากทอง ก็ได้เรียกร้องให้เมืองหลวงย้ายมาอยุ่ตรงกลางประเทศเพื่อความสะดวกในการติดต่องานต่าง ๆ ในที่สุดรัฐบาลก็ต้องยอกย้ายเมืองหลวงจากโอ๊กแลนด์มาที่เวลลิงตัน ซึ่งอยู่ใกล้วเกาะใต้ที่สุดแล้ว
โดยทั่วไปแล้วนักท่องเที่ยวจะแวะผ่านเวลลิงตัน เพื่อลงเรือข้ามช่องแคบคุก (Cook Strait) ที่มีความ
กว้าง 18 กิโลเมตร ไปยังท่าพิกตัน (Picton) ขอเกาะใต้ แต่ไม่ได้แวะเที่ยวเวลลิงตัน ความจริงแล้วเวลลิงตันยังมีสิ่งที่น่าสนใจให้เที่ยวชมไม่น้อยเลยทีเดียว

 

หน้าแรก