Make your own free website on Tripod.com

















 

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

โยโกฮาม่า (Yokohama) ปัจจุบันเมืองโยโกฮาม่า เป็นส่วนหนึ่งของกรุงโตเกียว และเป็นเมืองศูนย์กลางที่สำคัญเนื่องจากมีท่าเรือพาณิชย์นานาชาติใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกไกล เมืองโยโกฮาม่าเป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากโตเกียว โดยมีประชากรกว่า 3 ล้านคน หากนั่งรถไฟจากโตเกียวใช้เวลาเพียง 30 นาที จุดน่าเที่ยวหลายแห่งในเมืองรวมกันอยู่ไม่ไกลกันนัก
แลนด์มาร์กทาวเวอร์ (Landmark Tower) เป็นตึก 73 ชั้น สูง 296 เมตร ซึ่งสูงที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น พื้นที่โครงการแบ่งเป็นเขตนานาชาติเพื่อเป็นศูนย์การประชุมขนาดใหญ่ และเขตรื่นรมย์
แม่น้ำโอกะงาวะ (Okagawa) เป็นย่านอาคารสมัยเก่า ถัดไปเป็นถนนรถม้า ซึ่งเป็นถนนที่ปลูกต้นไม้อย่างรื่นรมย์และปูทางเดินด้วยอิฐแดงตลอดแนว มีพิพิธภัณฑ์จังหวัดคานางาวะ
(Kanagawa Prefectural Museum) สร้างในปี 1904 เป็นทรงตึกโบราณตั้งตระหง่านอยู่ ตึกแห่งนี้เป็นตัวอย่างการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเชิงพาณิชย์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองโยโกฮาม่า
ศาลาอนุสรณ์ท่าเรือโยโกฮาม่า (Yokohama Port Opening Memorial Hall) สร้างด้วยอิฐแดงสวย
งาม สถานที่แห่งนี้รอดเงื้อมมือแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี1923และระเบิดของสงครามโลกครั้งที่สองมา
ได้อย่างมหัศจรรย์ นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงยังเป็นสถานที่ราชการที่สำคัญอีกหลายแห่งรวมทั้งสำ
นักงานศุลกากรโยโกฮาม่า ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งทะเล

มารีนทาวเวอร์ (Marine Tower) หอคอยสูง 106 เมตร รูปทรงทันสมัยตั้งเด่นตระหง่าน ยามค่ำคืนจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาถ่ายรูปบริเวณนี้ หอคอยที่ประดับประดาด้วยแสงไฟช่างเป็นแบล็คกราวที่น่ารื่นรมย์ยามค่ำคืนนัก
สวนสาธารณะยามาชิตะ (Yamashita Park) เพราะภายในสวนมีสิ่งน่าดูหลายอย่าง และยามค่ำคืนภายในสวนฤดูที่ท้องฟ้ากระจ่างอาจได้ยินเสียงเพลงลอยมาไม่ไกลนักจากฝั่ง ค่ำคืนนั้นก็จะโรแมนติกไม่เบาเลยที่เดียว
สุสานชาวต่างชาติ (gaijin bochi) เป็นสุสานสำหรับชาวต่างชาติกว่า 4,200 คนจาก 40 ประเทศทั่วโลกที่มาอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น และหนังสือท่องเที่ยวส่วนมากก็จะชักชวนให้ไปเที่ยวที่นี่กันด้วย
พิพิธภัณฑ์ยามาเตะ (Yamate Museum) อยู่ไม่ไกลนักจากสุสาน จัดแสดงวิถีชีวิตชุมชนชาวต่างชาติในยุคแรกๆของที่นี่ได้อย่างแปลกตา และพิพิธภัณฑ์ยังตั้งอยู่ใกล้โรงเบียร์แห่งแรกของญี่ปุ่นอีกด้วย

 

เกียวโต (Kyoto) นครแห่งนี้เป็นเมืองหลวงและที่ประทับของจักรพรรดิญี่ปุ่นมาเกือบ 1,100 ปี จำลองแบบจากนครฉางอันเป็นเมืองหลวงของจีนในสมัยราชวงศ์ถัง ปัจจุบันคือเมืองซีอาน โดยผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีถนนตัดกันเป็นรูปตารางและยังคงปรากฎหลักฐานมาจนถึงปัจจุบัน เกียวโตคือสัญญลักษณ์ความเป็นประเพณีนิยมของญี่ปุ่น เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่เก็บรักษาศิลปวัฒนธรรมของญี่ปุ่นไว้ เป็นเมืองใหญ่อันดับ 7 ของญี่ปุ่น มีจำ
นวนประชากร 1,400,000 คน


 
วัดซังจูซังเง็นโด (Sanjusangen-do) ซึ่งใช้เป็นฉากถ่ายภาพกีฬายิงธนูบ่อยๆ วัดนี้จัดงานเทศกาลยิงธนูอันโด่งดังในวันที่ 15 มกราคมของทุกปี หลังคาวิหารมีความยาว 60 เมตร
รองรับด้วยเสา 33 ต้น ผนังระหว่างเสามีซุ้มเว้าเข้าไป 33 ซุ้ม ภายในวิหารประดิษฐานพระโพธิสัตว์
กวนอิมพันกร พร้อมเหล่าสาวกอีกหนึ่งพัน ซึ่งมีใบหน้าที่แตกต่างกันออกไป

คิโยมิซุเดระ (Kiyomizu-dera) วัดซึ่งมีวิหารใหญ่ตั้งอยู่บนไหล่เขา รองรับด้วยเสาไม้มหึมา โดยระเบียงอันเป็นเวทีร่ายรำนั้นยื่นชะโงกเหนือหุบเหว วัดนี้มีอายุเก่าแก่กว่านครเกียวโต สร้าง
ในปี ค.ศ. 788 ถวายแด่พระโพธิสัตว์กวนอิม 11 พักตร์ ด้านหลังวิหารใหญ่คือศาลเจ้าจิชู (Jishu) ซี่งเป็นศาลที่รู้จักกันดีที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นที่ประทับของเทพเจ้าแห่งความรักและความราบรื่นในชีวิตสมรส ที่ศาลเจ้านี้มีหินตา
บอด (เมกูระอิชิ) ซึ่งห้ามเดินข้ามแต่ถ้าสาวๆจะเดินผ่านก้อนหินที่ขนาบสองข้างนั้นต้องหลับตา เชื่อกันว่าถ้าสามารถเดินท่องชื่อคนรักในใจไปได้ไกลถึง 20 เมตรแล้ว ความรักและชีวิตคู่ก็จะไป
ได้ตลอดรอดฝั่ง
ศาลเจ้ายาซากะจินจะ (Yasaka-jinja) หรือมีอีกชื่อว่า งิอนซัง (Gion-san) เนื่องจากอยู่ใกล้ย่านงิอน มีซุ้มประตูสร้างด้วยหินแกรนิตสูง 9 เมตร จัดเป็นซุ้มประตูที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ทางด้านหลังของศาลมีทางออกสู่สวนสาธารณะมารุยามะโคเอ็น ความงามของสวนและความตระการตาของซากุระช่วงต้นเมษายนของที่นี่เป็นที่รู้จักกันดี
ศาลเจ้าเฮอันจิงงุ (Heian-jingu) ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1895 เพื่อเป็นอนุสรณ์ครบรอบปีที่ 1100 ของเกียวโต โดยอุทิศถวายแด่สมเด็จพระจักรพรรดิองค์แรกและองค์สุดท้ายของนครแห่งนี้ แบบจำลองมาจากพระราชวังอิมพีเรียลองค์เดิม มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบสมัยเฮอัน ซึ่งเป็นช่วงที่ได้รับอิทธิพลจากจีนสูงที่สุด
วัดนันเซนจิ (Nanzenji) ซึ่งเป็นวัดเซนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเกียวโตด้วย ภายในอารามประกอบด้วยโบสถ์กลาง และโบสถ์เล็ก 12 แห่ง โดยเปิดให้เข้าชมเพียง 4 แห่ง ภายในวัดคุณก็จะสัมผัสได้ถึงปรัชญาแห่งเซน เนื่องจากความกลมกลืนของหมู่สนกับสถาปัตยกรรม
วัด ศิลปะการจัดสวนอย่างลงตัว สิ่งเหล่านี้โน้มใจผู้มองให้คล้อยตาม และมรคาแห่งปราชญ์ก็มาสิ้นสุดที่วัดงิงคะกูจิ (Ginkakuji) หรือวัดศาลาเงิน ซึ่งสร้างในปี 1489 โดยโชกุนอาชิคางะเอระ ชั้นแรกของวิหารใช้เป็นที่อยู่อาศัย มีลักษณะแบบชินเด็น ส่วนชั้นที่สอง
เป็นห้องบูชา เป็นพุทธศิบป์แบบจีน ภายในสวนมีเนินหินสีขาว สร้างขึ้นเพื่อให้จันทร์สะท้อนแสงอาบ
ไล้ทั่วบริเวณ ตรงปีกตะวันออกเฉียงเหนือของวิหารก็จะได้พบกับห้องชงชาโบราณซึ่งจัดว่าเก่าแก่ที่
สุดในญี่ปุ่น

ปราสาทนิโจโจ (Nijo-jo) เริ่มสร้างโดยเจ้าเมืองโอดะ โนบุนางะ ในปี 1569 โชกุนโทกุงาวะ อิเอยะสุ ผู้เป็นมิตรได้สานต่อจนสำเร็จ ปราสาทแห่งนี้มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า กำแพงหินโอ่อ่า และห้องโถงสำหรับเจ้าเมืองเข้าเฝ้าโชกุนตกแต่งด้วยทองหรูหราสะท้อนถึงอำนาจโชกุนในสมัยเอโดะ ภายในปราสาทมีวังนิโนมารุ กระดานระเบียงเชื่อมหมู่อาคารของวังเป็นพื้น "นกไนติงเกล" เวลาเดินเหยียบพื้นจะมีเสียงดังเหมือนเสียงนกนี้
วัดคินคะคุจิ (Kinkakuji-วัดศาลาทอง) ซึ่งรู้จักกันดีที่สุดในเกียวโต วิหารหุ้มด้วยทองคำมี 3 ชั้น โดยชั้นแรกมีลักษณะเป็นพระราชวัง ชั้นที่สองเป็นแบบบ้านซามูไร ส่วนชั้นที่สามเป็นแบบวัดเซน วัดแห่งนี้ล้อมรอบด้วยสระน้ำกว้างใหญ่ โอบล้อมด้วยแมกไม้ จึงมีทัศนียภาพที่งดงามยิ่ง
วัดเรียวอันจิ (Ryoan-ji) ที่นี่มีสวนหินแบบเซนที่เรียกกันว่า คาเระซันซุย ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลก สวนแห่งนี้คือภาพแอ็บสแตร็กซึ่งวาดด้วยโขดหินแทนน้ำหมึก หิน 15 ก้อน (มีก้อนหนึ่งซึ่งเราไม่มีวันมองเห็นได้ด้วยตา) บนผืนกรวดนั้นไม่มีใครหยั่งรู้ความหมายที่แท้จริงของมัน ได้แต่คาดเดากันไปต่างๆนานา หากมานั่งที่ระเบียงแล้วปล่อยใจให้ว่าง ความแห้งแล้งของภาพเบื้องหน้าจะนำพาความเวิ้งว้างไร้ที่สิ้นสุดมาสู่คุณ กล่าวกันว่าเป็นการยกระดับจิตเข้าสู่ภาวะแห่งเซน
ย่านเก่ากิอน (Gion) เป็นย่านเริงรมย์หรือถิ่นเกอิชาชื่อกระฉ่อนของเกียวโต ในเกียวโตเรียกเกอิชา
ว่า "ไมโกะ หรือ เกโกะ" สมัยโบราณคำว่าเกอิชาในเมืองเกียวโตหมายถึงผู้ให้ความบันเทิงซึ่งเป็นชายแต่แต่งกายเป็นหญิง แต่ในเมืองโตเกียวและโอซาก้าคำนี้หมายถึงผู้ให้ความบันเทิงที่เป็นหญิง ไมโกะเป็นเด็กรุ่นสาวอา
ยุราว 16 ปี ตรงเอวรัดผ้าแถบยาวเรียก โอบิ (obi) อันเป็นลักษณะเฉพาะ พออายุได้ 21 ปีก็ขยับฐานะ
ไปเป็นเกโกะ แต่งชุดกิโมโนประดับประดาเต็มที่

 

นากาโนะ (Nagano)เป็นอีกเมืองหนึ่งเลยนะคะ ที่ผู้เขียนเองก็ใฝ่ฝันอยากจะไปเยือนซักครั้งนึง เพราะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม ฤดูหนาวขุนเขาก็จะปกคลุมไปด้วยหิมะ วิวทิวทัศน์ยังกะสวิสเซอร์แลนด์ ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์


 
Matsumoto Castle เป็นปราสาทที่มีชื่อเสียงทางด้านท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก และเป็นสมบัติที่ทรงคุณค่าด้วยสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่กว่า 400 ปี จึงมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนไป
ชมกันไม่ขาดสาย นอกจากนี้ยังเป็นที่ที่ชมดอกซากุระบานที่ขึ้นชื่ออีกด้วย

Hakuba Daisekkei ขุนเขาที่สวยงามสำหรับนักสกีทั้งหลาย นอกจากนี้ยังสามารถขึ้นไปเล่นสกียังจุดเริ่มต้นได้ทุกวัน (ในช่วงหน้าสกี)
Zenkoji Temple เป็นวัดที่มีชื่อเสียงอย่างมาก ทั้งสำหรับชาวญี่ปุ่นเองและนักท่องเที่ยว ด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงาม
Hakuba Ski Jump Stadium เป็นสถานที่เล่นสกีที่น่าตื่นตาตื่นใจ สร้างเหมือนกับที่ใช้ในการแข่งขันโอลิมปิคเกมส์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกทั้งหลายก็เหมือน
ใน ski jump stadium
โอซาก้า (Osaka) โอซาก้า เป็นเมืองธุรกิจที่สำคัญและมีการเจริญเติบโตมาอย่างยาวนาน โอซาก้าได้รับสมญานามมากมาย เช่น เมืองแห่งสายธาร เพราะเต็มไปด้วยแม่น้ำลำคลอง หรือจะเป็นนครพันสะพาน เนื่องจากมีสะพานเกือบพันแห่ง แม่น้ำและสะพานเหล่านี้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและวัตถุดิบเข้าออกโอซาก้า ซึ่งเป็นประตูส่งออกที่สำคัญของญี่ปุ่น
โอซาก้ามีระบบขนส่งรถไฟและรถไฟใต้ดินขนาดใหญ่ จึงทำให้เดินทางเที่ยวชมได้อย่างสะดวก
สบาย จุดท่องเที่ยวจึงมักเริ่มที่สถานีรถไฟโอซาก้า (Osaka Station) ในอุเมดะ เพราะรถไฟส่วนใหญ่ยกเว้นชินคังเซ็น จะวิ่งมาถึงสถานีนี้ ใต้สถานีรถไฟใต้ดินขนาดใหญ่มีแหล่งชอปปิ้งถึงสามช่วงสถานีรถไฟให้เดินสำรวจกันจนเมื่อย แหล่งตรงนี้เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า โรงแรม ร้านค้า และร้านอาหารมากมายนับไม่ถ้วนเชื่อม
ต่อถึงกันหมด

พิพิธภัณฑ์เซรามิกแห่งตะวันออก (Museum of Oriental Ceramics) ซึ่งจัดแสดงเครื่องถ้วยชามกระเบื้องจากจีนและเกาหลีของอาตากะอันเป็นที่รู้จักกันดี

 

สวนสาธารณะนาคาโนะชิมะโคเอ็น (Nakanoshima Koen) มีสวนกุหลาบและต้นหลิวให้
ชมทั้งสองข้างทาง


 
สถานีรถไฟนัมบะ (Namba Station) อยู่ห่างจากโดงุยะซุจิเพียงสองช่วงตึก มีนัมบะซิตี้
(Namba City) และเรนโบว์ทาวน์ เป็นอาเขตชอปปิ้งใต้ดินขนาดใหญ่มีรถไฟใต้ดินสำคัญสาม
สายวิ่งผ่าน และยังเป็นจุดต่อรถไปสนามบินนานาชาติคันไซสะดวกที่สุดแห่งหนึ่ง โดยมีรถไฟเจอาร์เวสต์และสายนังไกวิ่งจากสถานีนัมบะไปยังสนามบิน
ปราสาทโอซาก้าโจ (Osaka-jo) เป็นจุดที่มีผู้ไปเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง โดยเดินไปตามบาทวิถีจนถึงปลายเกาะนาคาโนะชิมะด้านตะวันออก แล้วเดินไปทางเหนือข้าม
สะพานเท็นจินบาชิ (Tenjin-bashi) ตรงป้อมตำรวจ แล้วเดินขึ้นไปทางเหนืออีกจะพบ ศาลเจ้า
เท็มมังงุจิงงุ (Tenmangu Jingu) ซึ่งสร้างถวายเทพแห่ง

โอซาก้าบิสซิเนสปาร์ก (Osaka Business Park) อยู่ใกล้กับปราสาท เป็นอีกที่หนึ่งที่น่าสนใจเข้าไปชมเพื่อดูว่าอนาคตของโอซาก้าน่าจะเป็นเช่นไร นักวางแผนธุรกิจต้องการให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางสำคัญแห่งหนึ่งของโอซาก้า ภายในบริเวณมี
ตึกระฟ้า โรงหนัง ศูนย์ชอปปิ้ง ร้านอาหาร และโรงแรมนิวโอตานิ (New Otani Hotel)
อุเมดะ สกายบิลดิ้ง (Umeda Sky Building) เป็นอีกจุดหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว
ด้วยตึกที่สูงถึง 173 เมตร ท่านสามารถชมพระอาทิตย์ตกดิน และบรรยากาศรอบๆเมืองที่งดงาม
ได้ที่นี่ บนดาดฟ้าของตึกซึ่งเป็นจุดที่สามารถชมความงามของเมืองโอซาก้าได้อย่างชัดเจน ที่ชั้น 39 ของตัวอาคารจะมีสวนลอยฟ้า (Floating Garden) ที่เปิดให้เข้าชมโดยเสียค่าธรรมเนียม 700 เยน ที่ชั้นล่างสุดของตัวอาคาร ท่านจะได้พบกับตลาด Takimi Koji ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างดี

โตเกียว (Tokyo)-พระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับของพระจักรพรรดิและพระราชวงศ์ อาณาบริเวณหลายแห่งในพระราชวังจึงมิได้เปิดให้เข้าชมแต่บางส่วนจะเปิดให้เข้าชมได้ในช่วง
วันหยุดพิเศษ
ตัวปราสาทสร้างตามรูปแบบในสมัยเอโดะล้อมรอบด้วยคูน้ำและกำแพงหิน
ทางเข้าหลักจะเป็นสะพานคู่หรือเรียกว่า นิจูบาชิ (Nijubashi)ที่สร้างได้อย่างสวยสง่างาม แต่ไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปผ่านยกเว้นในช่วงปีใหม่และวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระมหาจักร
พรรดิที่จะเปิดให้พสกนิกร(บางคน)ข้ามมารับพระราชทานพรใกล้ๆที่ประทับ ทางด้านตะวันออก
จะมีสวนดอกไม้
ซึ่งจัดไว้อย่างสวยงามเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามาพักผ่อนหย่อนใจได้ตลอดเวลา
และเข้าไปยังเขตพระราชฐานได้ 3 ประตู จากทั้งหมด 8 ประตูคือ โอเตมง(Ote-mon),
ฮิรากาวะมง(Hirakawa-mon) และคิตะฮาเนบาชิมง(Kitahanebashi-mon) ตัวพระตำหนักเป็นอาคารคอนกรีตทรงเตี้ยกว้างสร้างด้วยหินแกรนิตและบะซอลต์จากภูเขาไฟ คลุมด้วยหลังคาสีเขียว สร้างเสร็จในปี 1970 แทนพระตำหนักไม้หลังเดิมที่ถูกระเบิดในช่วงสง
ครามโลกในปี 1945

อาซากุสะ (Asakusa)
สิ่งที่อยู่คู่กับย่านอาซากุสะและเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่คือ วัดเซ็นโซจิ หรืออาซากุสะคันนง
(Asakusa Kannon) น่าจะเป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคคันโตและมีนักท่องเที่ยวนิยมมาเยือนกันแน่นขนัดทุกปี และซื้อของที่ระลึกซึ่งมีร้านรวงตั้งเป็นแถวยาวให้เลือกจับจ่าย จึงทำให้วัดแห่งนี้รุ่งเรืองและคึก
คักด้วยผู้คน ตำนานของวัดแห่งนี้เล่าต่อๆกันมาว่าได้มีชายหาปลาสองคนพี่น้องมาทอดแหในแม่น้ำ แต่กลับได้รูปปั้นพระโพธิสัตว์(Kannon)แทน หัวหน้าหมู่บ้านจึงสร้างวัดขึ้นใน ค.ศ. 628 เพื่อประดิษ
ฐานรูปปั้นนั้น และตำนานยังมีต่ออีกว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับที่พบรูปปั้นได้ปรากฎมังกรทอง
ตัวหนึ่งเลื้อย
ลงมาจากสวรรค์ บรรดาโชกุนและซามูไรต่างก็นิยมมาสักการะที่วัดนี้ ทางทิศตะวันออกของวัดคือ แม่น้ำซูมิดะงาวะ(Sumida-gawa) ไหลลงอ่าวโตเกียวและใกล้ๆกันจะมีสวนสาธารณะซูมิดะโคเอ็น
(Sumida Koen) ซึ่งเปิดโล่งสู่แม่น้ำด้วยบรรยากาศสวยงามน่าเดินเล่น โดยเฉพาะช่วงดอกซากุระ
บานสะพรั่ง


กินซ่า (Ginza)
กินซ่านับเป็นย่านที่เลื่องชื่อไปทั่วโลกของญี่ปุ่นอีกแห่งหนึ่ง ด้วยร้านค้าแบรนด์เนมและโชว์รูมของสินค้าไฮเทคโนโลยีที่รู้จักกันทั่วโลก "โซนี่" ยามค่ำคืนย่านแห่งนี้จะสว่างไสวด้วยแสงไฟจากหลอดนีออนและป้ายโฆษณา สถานบันเทิงต่างคึกคักทำให้ย่านนี้มีชีวิตชีวา ถนนกินซ่าโดริ(Ginza Dori) หรือบางทีเรียกว่า
ชูโอโดริ เป็นถนนสำคัญหนึ่งในสองสายที่ตัดผ่านกินซ่า สองฟากถนนเต็มไปด้วยห้องเสื้อทัน
สมัย แกลเลอรี่ศิลปะและห้างสรรพสินค้าชั้นน้ำ เช่น มัตสึยะ(Matsuya) ที่ใหญ่สุดในระแวก มิตสึโคชิ(Mitsukoshi) ซึ่งอยู่ในกินซ่า 4 โจเมะ(Ginza 4-chome) อันเป็นย่านของคนคลั่งไคล้
การชอบปิ้ง มีสินค้าให้เลือกซื้อมากมาย ทั้งแฟชั่นและของแปลกๆจึงเป็นแหล่งรวมวัยรุ่น จุดนัดพบยอดนิยมของโซนนี้ คือ หน้าตึกโซนี่ จะเห็นผู้คนมายืนเตร็ดเตร่สีหน้ารอคอยอยู่ด้าน
นอก ส่วนด้านในจะเป็นโชว์รูมสินค้าอิเล็กทรอนิคส์และโชว์รูมโตโยต้า

ชินจูกุ (Shin-juku)ชินจูกุเป็นสถานีรถไฟที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นจุดเปลี่ยนต่อรถไฟทั้งสายในโตเกียวและวิ่งสู่ภูมิภาคต่างๆรวมถึงรถไฟใต้ดิน
ด้วย บริเวณสถานีมีร้านค้าตั้งอยู่เรียงรายแน่นขนัดทั้งบนดินและใต้ดิน และยังมีห้างสรรพสิน
ค้าใหญ่อีก 4 แห่งให้เดินชอบปิ้งกันสุดเหวี่ยงไปเลยในแถบนั้น

ชิบุยะ (Shibuya)เป็นย่านทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในโตเกียว เป็นศูนย์รวมของวัยรุ่นญี่ปุ่นมีทุกอย่างไว้ตอบสนองวัยรุ่นที่มีกะตังค์ จึงทำให้ย่านนี้พลุกพล่าน
ไปด้วยผู้คน ประตูทางออกของสถานีชิบุยะ ด้านตะวันตกเฉียงเหนือมีผู้นิยมใช้กันมากที่สุด ด้านนอกจะมีรูปปั้นของฮาจิโกะ(Hachiko) สุนัขผู้ซื่อสัตย์ที่สร้างขึ้นในปี 1964 ผู้คนชอบนัดพบกันตรงบริเวณนี้ จากทางออกด้านนี้จะพบกับสี่แยกใหญ่ มองไปเบื้องหน้าจะพบกับอาคารชิบุยะ 109 (Shiuya 109 building) ทรงกระบอกสังเกตเห็นได้ง่าย จากแยกนี้หากเดินเลี้ยวขวาขึ้นเนินมานิดนึงจะพบกับห้างโตเกียวให้เดินเตร็ดเตร่กัน
Rainbow Bridgeเป็นอีกหนึ่งงานก่อสร้างที่เด่นสะดุดตาในอ่าวโตเกียว มีนักท่องเที่ยวมาแวะชมกันจำนวนมากอีกเช่นกัน ยามค่ำคืนแสงไฟที่ใช้ประดับสะพานสร้างบรรยากาศแสนโรแมนติกไปอีกแบบหนึ่ง จนมีคู่หนุ่มสาวจำนวนมากมาสวีทหวานแหววกับธรรมชาติวิวริมน้ำอย่างนี้กันเป็นประจำ
Tokyo National Museumเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มีการจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุได้อย่างน่าทึ่งกว่า 800,000 ชิ้น สนใจสามารถไปชมได้ทุกวันเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่ เวลา 9.30 - 17.00 น. เดินทางไปโดยลงสถานี
รถไฟ Ueno แล้วเดินต่ออีก 10 นาที
Tokyo Disneyland-โตเกียวดิสนีย์แลนด์ โลกแห่งจินตนาการของราชาการ์ตูนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นดิสนีย์แลนด์แห่งแรกที่สร้างนอกประเทศสหรัฐอเมริกา โดยสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2526 จากการถมทะเลและใช้ทุนสร้างกว่า 600 ล้านบาท ท่านจะได้สนุกสนานกับเครื่องเล่นนานา
ชนิด ชมฉากรบกลางทะเลคาริเบียนในดินแดนโจรสลัดจาก ภาพยนตร์ PRIRATE OF THE
CARIBAIN เขย่าขวัญกับบ้านผีสิงใน HAUNTED MANTION สัมผัสความน่ารักของตุ๊กตาเด็กนานาชาติในโลกใบเล็ก SMALL WORLD ชมภาพยนต์สามมิติ
THE INVENTION OF THE YEAR ให้ท่านได้สนุกสนานพร้อมกับการจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าที่ระลึกน่ารักในดิสนีย์แลนด์ อีกทั้งยังจะได้สัมผัสกับตัวการ์ตูนเอกจากวอลดิสนีย์ อย่าง มิกกี้เม้าส์ มินนี่เม้าส์ พร้อมผองเพื่อนการ์ตูนอีกมากมาย

Fujiyama-ท่านจะได้สัมผัสอากาศอันบริสุทธิ์บนยอดเขาฟูจิ ถ่ายภาพที่ระลึก กับภูเขาไฟที่ได้ชื่อว่ามีสัดส่วนสวยงามที่สุดในโลก ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ยังดับไม่สนิท และมีความสูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่นจากด้านล่างสู่บนยอดปล่องเขาด้วยความสูง 3,776 เมตร

 

The National Museum of Modern Art, Tokyo เปิดตั้งแต่ 10.00-17.00 (วันพฤหัสบดีและวันศุกร
์เพิ่มเวลาถึง 20.00 น.) ปิดทำการในวันจันทร์ การเดินทางมาที่นี่ให้เดินต่ออีก 3นาทีจากสถานี
Takebashi


 


The National Museum of Western Art พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกออกแบบโดย Le Corbusier และจัดแสดงผลงานสไตล์ตะวันตกตั้งแต่ยุคเรเนซองจนถึงปัจจุบัน เปิดเข้าชมได้ตั้งแต่
9.30-17.00 น. และถึง 19.00 น. ในวันศุกร์ ปิดทำการวันจันทร์ เดินต่ออีก 1 นาทีจากสถานี Ueno ก็จะถึงพิพิธภัณฑ์แห่งนี้


 


National Science Museum จัดแสดงผลงานความสำเร็จระดับโลกและของญี่ปุ่นเองทางด้าน
ชีววิทยา สัตว์วิทยาและวิทยาศาสตร์แขนงอื่นอีกมากมาย เข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 9.00-16.30 น. หยุดทำการในวันจันทร์ ลงรถไฟที่สถานี Ueno แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที


 

กิฟุ(Gifu)เมืองเล็กๆอันเงียบสงบและรายล้อมไปด้วยธรรมชาติที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของนาโงย่า มีอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายทันสมัย จึงดึงดูดนักช้อปปิ้งชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ในหมู่นักเที่ยวชาวญี่ปุ่นกันเองยัง
รู้กันเป็นอย่างดีว่า ที่นี่มีอุอากิ (Uaki) หรือการจับนกกาน้ำ กีฬาซึ่งมีความเก่าแก่ถึง 200 ปีใน
แม่น้ำคิโซ, อิบิ และนางาระซึ่งไหลผ่านเมือง ปัจจุบันอุอากิเป็นกิจกรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและทำรายได้ให้กับคนที่นี่ได้อย่างงามทีเดียว

Yokokuraji Temple (Tanigumi Village) วัดแห่งนี้อยู่ในหมู่บ้านทานิกูมิ มีชื่อเรียกว่า "Shosoin (warehouse) of Mino" สาเหตุที่ได้รับการขนานนามแบบนี้ เนื่องจากเป็นที่เก็บรักษาและบูชาเครื่องใช้ตามราชประเพณี ซึ่งได้รับการจดทะเบียนให้เป็นสมบัติที่สำคัญทางวัฒนธรรมของชาติ ตัวอาคารหลักของวัดแห่งนี้ จะเป็นเจดีย์สามชั้นซึ่งมีประตูที่สวยงามมาก ทางเดินปูลาดด้วยหินยามย่างเข้าฤดูใบไม้เปลี่ยนสีและผลัดใบลงมา ทางเดินแห่งนี้จะปกคลุมไปด้วยใบไม้สีแดงเหมือนพรมชั้นดีที่ธรรมชาติบรรจงสร้างให้มา


Shirakawago ศิลปะสไตล์แกซโซ (Gassho) ในหมู่บ้าน Shirakawa และ Gokayama ในเมือง
Toyama หลังคาจะมีรูปแบบเฉพาะตัวถูกออกแบบโดยองค์กรยูเนสโก(UNESCO) ในปี 1995 สถาปัตยกรรมที่มีลักษณะเฉพาะตัวนี้ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อการอยู่รอดในฤดูหนาวซึ่งจะมีหิมะ
ปกคลุมหนามาก และเหมาะสำหรับครอบครัวขนาดใหญ่ซึ่งเป็นวิถีชีวิตส่วนใหญ่ของคนที่นี่
ที่ยังอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ถ้าจะชมหมู่บ้านนี้ให้ได้บรรยากาศก็ควรจะไปหน้าหนาว


ฮิโรชิมา (Hirochima)ฮิโรชิมาเป็นเมืองใหญ่ มีประชาชนกว่า 100000 ล้านคน ในสงครามโลก
ครั้งที่ เมืองฮิโรชิมาถูกประเทศสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์โดยมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เมืองฮิโรชิมา มีภิพิพภัณฑ์สถานมากมาย โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 40 นาทีทางรถไฟ เพราะฉะนั้นเมืองฮิโรชิมาจึงเป็นอีกเมืองหนึ่งที่น่าท่องเที่ยว


จังหวัดฟุคุโอกะตั้งอยู่บนเกาะคิวชู เป็นเมืองท่าที่สำคัญมีชายฝั่งติดทะเลทางด้านเอเชีย อยู่ใกล้กับประเทศเกาหลี นอกจากนี้ยังได้รับการพัฒนาจนเป็นเมืองอุตสาหกรรม จึงมีความสำคัญในด้านการติดต่อค้าขาย และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามมากมาย
Marizon เป็นจุดพักผ่อนหย่อนใจที่มีสถานบริการมากมายทั้งร้านอาหาร, ร้านขายของที่
ระลึก และอาคารเอนกประสงค์ที่สามารถมาหาความสนุกสนานได้ตลอดปี นอกจากนี้ยัง
มีบริการเรือ speed boat ที่จะพาไปยัง Uminonakamichi และ Marine World ได้ภายใน
15 นาที
เวลาปิด-เปิดร้านอาหาร : 11.00-22.00, เดือน ม.ค. และ ก.พ. เวลา 11.00-21.00
วันหยุด : อังคารที่ 2 ของเดือนมกราคมถึงมีนาคม

Fukuoka Tower ด้วยความสูงของอาคารที่สูงถึง 234 เมตร จึงเป็นตึกที่สูงที่สุดที่อยู่ริม
ฝั่งทะเลในญี่ปุ่น ทำให้สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์รอบเมืองจากจุดชมวิวที่ชั้น 123 มีกล้องส่องทางไกลแบบหยอดเหรียญไว้บริการนักท่องเที่ยวที่อยากจะสัมผัสเมืองด้าน
ล่างอย่างใกล้ชิด มีกล้องประจำจุดทั้ง 4 ทิศ จึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่แนะนำว่าไม่ควรพลาด ท่านจะเห็นเมืองทั้งเมืองก็จากตึกนี้
เวลาทำการ : ตั้งแต่ 1 เมษายน- 30 กันยายน เวลา 9.30-22.00 น. และจาก 1 ตุลาคม - 31
มีนาคม เวลา 9.30 - 21.00 น., เวลาพิเศษในช่วงวันหยุด 3-5 มีนาคม, 23-25 ธันวาคม เวลา
9.30-23.00 น. และฉลองเทศกาลปีใหม่ 1 มกราคม เปิดตั้งแต่ 5.30-21.00 น.
ค่าบัตรเข้าชม : ผู้ใหญ่ 800 ¥, เด็กนักเรียน 500 ¥, และเด็กเล็ก(อนุบาล) 200 ¥ กรณีมา
เป็นกลุ่มตังแต่ 25 คนขึ้นไป มีส่วนลดให้อีก 10%
การเดินทาง : เดินทางด้วยรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี Nishijin หรือจะไปโดยรถบัส
Nishitetsu ไปลงที่ป้าย Minami-guchi


Momochi Seaside Park ตั้งอยู่ใน Sawara Ward ใกล้กับศูนย์กลางของเมืองฟุคุโอกะ สวนปาร์คแห่งนี้เปรียบเสมือนศูนย์กลางทางด้านกีฬาทางน้ำและข้อมูล ด้วยอยู่ใกล้
Nishi Fukuoka Marina Town ซึ่งมีชายหาดเทียมที่มีความยาวถึง 2.5 กิโลเมตร
การเดินทาง : เดินทางด้วยรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี Nishijin หรือจะไปโดยรถบัส
Nishitetsu ไปลงที่ป้าย Marizon-mae


Saibu Gas Museum เป็นห้องแสดงศิลปะของเปลวไฟ นักท่องเที่ยวจะได้ชมศิลปะ
ในรูปของก๊าซ จัดแสดงพลังงานที่ลึกลับสร้างสรรค์จนเป็นงานศิลปะ นอกจากนี้ยังจะได้ชมเอฟเฟคแสงและเสียงที่จะแสดงถึง 6 รอบด้วยกันต่อวัน
เวลาทำการ : 10.00 - 17.00 น. เข้าชมฟรี ปิดทำการทุกวันจันทร์ หรือวันถัดไปหากวันจันทร์ตรงกับวันหยุดราชการ
การเดินทาง : โดยรถบัส Nishitetsu ไปยัง Hakubutsukan ไปลงที่ป้าย Minami-guchi

 
Hawks Town เป็นศูนย์กลางทางด้านบันเทิงอยู่ใกล้กับ Momochi Beach ที่นี่มีการจัดแข่งขันกีฬาและคอนเสริ์ตบ่อยครั้งที่ Fukuoka Dome ในบริเวณใกล้เคียง
กันจะมีที่พัก รีสอร์ทและโรงแรมไว้ให้บริการ คนที่ชอบช้อปปิ้งก็ไม่ควรพลาดมีร้านค้ามากมายให้เดินเลือกซื้อของกันสบายกระเป๋า
ไปเลย
การเดินทาง : รถไฟฟ้าใต้ดินไปลงที่ Tojinmachi หรือโดยรถบัส Nishitetsu ไปยัง
Kokuritsu Byoin Kyushu Iryo Center-mae

Uminonakamichi Seaside Park อยู่รอบๆอ่าวฮากาตะ(Hakata Bay) และทะเล
เกนไค(Genkai Sea) สวนแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 200 เฮกเตอร์ ในสวนจะประกอบไปด้วยหนองน้ำและสวนดอกไม้ที่ตกแต่งจัดไว้อย่างสวยงาม เหมาะแก่การมาพักผ่อนหย่อนใจ ที่สวนจะมีกระเช้าลอยฟ้าเด่นชัดเห็นแต่ไกลและมีสวนสัตว์ให้ชมอย่างเพลิดเพลินด้วย
เวลาทำการ : ตั้งแต่ 1 มีนาคม - 31 ตุลาคม เวลา 9.30-17.30 / ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน - 28
กุมภาพันธ์ เวลา 9.30 - 17.00
วันหยุดทำการ : 31 ธันวาคม, 1 มกราคม และ จันทร์-อังคาร สัปดาห์แรกของเดือนกุม
ภาพันธ์
ค่าบัตรเข้าชม : ผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป คนละ 400 ¥ / เด็กตั้งแต่อายุ 6-14 ขวบ
เสียคนละ 80 ¥
การเดินทาง : ใช้เวลา 25 นาทีโดยเรือเฟอรี่ที่มีหน่วยงานคอยให้บริการอยู่ จาก Hakata
Futoh หรือจะใช้วิธีนั่งเรือเฟอรี่ความเร็วสูง จาก Marizon มาที่นี่ก็ได้ใช้เวลาเพียง 15 นาที


Marine World Uminonakamichi ท่านที่มาเที่ยวที่นี่จะได้พบกับความตระการตาของ
โลกใต้ทะเล ที่จำลองมาอยู่ที่นี่ท่านจะได้พบกับสัตว์น้ำกว่า 20,000 ชีวิต หรือกว่า 350
สายพันธ์ นอกจากนี้ต้องไม่พลาดชมการแสดงแสนรู้ของแมวน้ำและปลาโลมา ที่จะมา
แสดงให้ชมกันสดๆ
เวลาทำการ : เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 9.30-17.30 น. ยกเว้นหยุดวันที่ 31 ธันวาคม, 1 มก
ราคม, จันทร์และอังคาร สัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์และกันยายน
ค่าบัตรเข้าชม : ผู้ใหญ่ 2,100 ¥ / นักเรียนมัธยม 1,150 ¥ / นักเรียนประถม 800 ¥ และเด็กที่อายุต่ำลงมาคิดเพียง 550 ¥
การเดินทาง : ใช้เวลา 25 นาทีโดยเรือเฟอรี่ที่มีหน่วยงานคอยให้บริการอยู่ จาก Hakata
Futoh หรือจะใช้วิธีนั่งเรือเฟอรี่ความเร็วสูง จาก Marizon มาที่นี่ก็ได้ใช้เวลาเพียง 15 นาที


Fukuoka Art Museum พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ Ohori Park ซึ่งจัดแสดงศิลปะที่รวบรวมงานจากผู้มีชื่อเสียงมากมาย อาทิเช่น Joan Miro, Marc
Chagall, Andy Warhol และศิลปินชาวญี่ปุ่น Shigeru Aoki และ Hanjiro Sakamoto ซึ่งงานได้แสดงถึงศิลปะร่วมสมัยแห่งอาเชียน
เวลาทำการ : 9.30 - 17.30 น. พิเศษเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม จะเพิ่มเวลาตั้งแต่ 9.30 -
19.30 น. ยกเว้นวันอาทิตย์เวลา 9.30 - 17.30 น.
หยุดทุกวันจันทร์ (ถ้าวันจันทร์ตรงกับวันหยุดก็จะหยุดในวันถัดไป) และหยุดช่วงปีใหม่
28 ธันวาคม - 4มกราคม
ค่าบัตรเข้าชม : ผู้ใหญ่ 200 ¥, นักเรียนมัธยมปลายถึงระดับมหาวิทยาลัย 150 ¥, นักเรียนชั้นประถมและมัธยมต้น 100 ¥
การเดินทาง : โดยสารรถบัส Nishitetsu ไปลงที่ป้าย Bijutsukan Higashi-guchi หรือจะไปโดยวิธีรถไฟฟ้าใต้ดินไปลงที่สถานี Ohori Koen


Hakata Machiya Folk Museum พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงเมืองจำลองในฮากะตะ ใน
สมัยเมจิและไทโช (ปี 1868-1926) ผู้ที่ไปเยี่ยมชมจะได้เรียนรู้ถึงการดำเนินชีวิตและประเพณีต่างๆในช่วงสมัยนั้น และชมความงามของศิลปะพื้นบ้านที่แสดงถึงขนบธรรมเนียมของชาวญี่ปุ่นสมัยโบราณ
เวลาทำการ : 10.00 - 18.00 น. หยุดช่วงปีใหม่ ตั้งแต่ 29 ธันวาคม - 3 มกราคม
ค่าบัตรเข้าชม : ผู้ใหญ่ 200 ¥ และนักเรียน 100 ¥
การเดินทาง : โดยสารรถบัส Nishitetsu ไปลงที่ป้าย Canal City Hakata-mae และเดิน
ต่ออีก 3 นาที

 

Hakata Machiya Folk Museum พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงเมืองจำลองในฮากะตะ ใน
สมัยเมจิและไทโช (ปี 1868-1926) ผู้ที่ไปเยี่ยมชมจะได้เรียนรู้ถึงการดำเนินชีวิตและประเพณีต่างๆในช่วงสมัยนั้น และชมความงามของศิลปะพื้นบ้านที่แสดงถึงขนบธรรมเนียมของชาวญี่ปุ่นสมัยโบราณ
เวลาทำการ : 10.00 - 18.00 น. หยุดช่วงปีใหม่ ตั้งแต่ 29 ธันวาคม - 3 มกราคม
ค่าบัตรเข้าชม : ผู้ใหญ่ 200 ¥ และนักเรียน 100 ¥
การเดินทาง : โดยสารรถบัส Nishitetsu ไปลงที่ป้าย Canal City Hakata-mae และเดินต่อ
อีก 3 นาที

 

Fukuoka City Museum พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาตร์และความเป็นมาของเมืองฟุค
ุโอกะ และฮากะตะ เปรียบเสมือนหน้าต่างสะท้อนสู่ชาวโลก ด้วยเทคโนโลยีภาพและ
เสียงใหม่ล่าสุด ภายในพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วย ห้องอ่านหนังสือ, ห้องทดลองเรียนร
ู้ด้วยตนเอง, ห้องเรียนและห้องจัดแสดงทั่วไปและแบบพิเศษ ที่นี่เก็บรักษา " Gold Seal " ซึ่งเป็นสมบัติของชาติ ถูกค้นพบบนเกาะ Shikanoshima Island เมื่อปี 1784 นำมาโชว์ให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันที่ห้องจัดแสดงทั่วไป ถ้ามีโอกาสได้แวะไปเที่ยวที่
ฟุคุโอกะ ก็ไม่ควรพลาดที่จะแวะไปที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จะทำให้ท่านได้ทราบถึงความเป็นมาและเปรียบเสมือนเข้าถึงเมืองนี้อย่างแท้จริง เวลา
ทำการ : 9.30 - 17.30 น. พิเศษเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม จะเพิ่มเวลาตั้งแต่ 9.30 - 19.30 น. ยกเว้นวันอาทิตย์เวลา 9.30 - 17.30 น.
หยุดทุกวันจันทร์ (ถ้าวันจันทร์ตรงกับวันหยุดก็จะหยุดในวันถัดไป) และหยุดช่วงปีใหม่
28 ธันวาคม - 4มกราคม
ค่าบัตรเข้าชม : ผู้ใหญ่ 200 ¥, นักเรียนมัธยมปลายถึงระดับมหาวิทยาลัย 150 ¥, นักเรียนชั้นประถมและมัธยมต้น 100 ¥
การเดินทาง : โดยสารรถบัส Nishitetsu ไปลงที่ป้าย Hakubutsukan Minami-guchi

 

Fukuoka Asian Art Museum พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่แรกในโลกที่จัดแสดงศิลปะสมัยใหม่และร่วมสมัยของเอเชีย ในลักษณะทีม(Theme) เดียวกัน นำเสนอผลงานที่มีคุณภาพสูงและมีการแลกเปลี่ยนแสดงผลงานของศิลปินในแทบ
เอเชียโดยจัดงาน " Fukuoka Triennale " ทุกๆ 3 ปี
เวลาทำการ : 10.00 - 20.00 น. หยุดทุกวันพุธ(หรือวันถัดไปหากวันพุธตรงกับวันหยุด)
และหยุดช่วงปีใหม่ ตั้งแต่ 26 ธันวาคม - 1 มกราคม
ค่าบัตรเข้าชม : ผู้ใหญ่ 200 ¥, นักเรียนมัธยมปลายถึงระดับมหาวิทยาลัย 150 ¥, นักเรียนชั้นประถมและมัธยมต้น 100 ¥
การเดินทาง : โดยสารรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี Nakasu Kawabata


Higashi Hirao Park ปาร์คแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 94.4 เฮกเตอร์ มักรู้จักกันในชื่อว่า
"Hakata-no-Mori" เป็นสวนขนาดใหญ่และเป็นสนามกีฬาแห่งชาติใช้ในการแข่งขัน
สำคัญๆ ภายในประกอบด้วย สนามเทนนิส สนามฟุตบอล โรงยิม และอื่นๆอีกมากมาย เมื่อเร็วๆนี้ได้ใช้เป็นสนามแข่งฟุตบอล เจลีก(J-League) ที่มีชื่อเสียง
การเดินทาง : โดยสารรถบัส Nishitetsu ไปลงที่ป้าย Higashi Hirao และเดินต่ออีก
ประมาณ 15 นาที
สวนสัตว์และสวนพฤกษชาติ ฟุคุโอกะ สวนสัตว์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่มุมของมินามิปาร์ค
(Minami Park) มีพันธุ์สัตว์นานาชนิดที่รวบรวมมาไว้ที่นี่กว่า 160 ชนิด นอกจากนี้ยังมีสวนพฤกษชาติอยู่ในบริเวณใกล้ๆกัน นับได้ว่าเป็นสวนในร่มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียด้วยพันธุ์พืชกว่า 900 ชนิด และสวนกลาง
แจ้งอีก 1,260 ชนิด ท่านสามารถแวะมาเยี่ยมชมความงามของไม้ดอกที่นี่ได้ตลอดทั้งปี
เวลาทำการ : 9.00 - 17.00 น. หยุดทุกวันจันทร์ (ถ้าวันจันทร์ตรงกับวันหยุดก็จะหยุดในวัน
ถัดไป) และหยุดช่วงปีใหม่ 29 ธันวาคม - 1 มกราคม
ค่าบัตรเข้าชม : ผู้ใหญ่ 400 ¥, นักเรียนชั้นมัธยมปลาย 200 ¥, นักเรียนชั้นมัธยมต้นลงมา
ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และคนพิการ เข้าฟรี
การเดินทาง : โดยสารรถบัส Nishitetsu ไปลงที่ป้าย Dobutsuen-mae


Ohori Park สวนแห่งนี้ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติและทะเลสาบขนาดใหญ่ จึงแทบจะเป็นสวรรค์สำหรับนักดูนก นกที่หาดูได้ยากก็มักจะพบที่นี่ สวนแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองฟุคุโอกะ ล้อมรอบด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยบนทางเท้ายาว
รอบทะเลสาบกว่า 2 กิโลเมตร ท่านจะได้ชื่นชมความงามของสวนสไตล์ญี่ปุ่น และอย่าพลาดและเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะ (Fukuoka City Art Museum) ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณปาร์คแห่งนี้ด้วย
การเดินทาง : โดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินไปลงที่สถานี Ohori Koen หรือโดยสารรถบัส
Nishitetsu ไปลงที่ป้าย Nishikoen


Shikanoshima Island ทะเลที่นี่มีชายหาดที่กว้างขวางจึงเป็นที่นิยมมาพักผ่อนกัน
เล่นน้ำทะเล นอกจากนี้ยังมีกีฬาทางน้ำอีกมากมายให้นักท่องเที่ยวได้มาผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็นแล่นเรือชมความงามรอบๆเกาะ, เล่นวินเสริ์ฟ, ขี่เจสกี และอื่นๆอีกมากมาย ถ้าหากท่านต้องการชมความงามให้จุใจแนะนำว่าใกล้ๆกันจะมีสวน Shiomi Park ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 165 เมตร บนนั้นท่านจะได้ชมทิวทัศน์รอบๆเกาะจากมุมสูง จุใจจนอิ่มกับบรรยากาศกันเลยทีเดียว
การเดินทาง : นั่งเรือเฟอรี่จาก Hakata Futoh มาที่นี่ใช้เวลาประมาณ 28 นาที

Nokonoshima Island เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่บนอ่าวฮากะตะ (Hakata Bay) เป็นอีกที่หนึ่งที่มีผู้นิยมไปเที่ยวกันตลอดทั้งปี ไปตั้งแคมป์ค้างคืนที่ Nokonoshima
Island Park อยู่ทางตอนเหนือของเกาะ แล้วชมความงามของดอกไม้ที่จะเวียนกันออก
ดอกตามฤดูกาล
การเดินทาง : นั่งเรือเฟอรี่จาก Meinohama มาที่เกาะนี้ใช้เวลาประมาณ 10 นาที

Sofukuji Temple วัดนี้ในสมัยก่อนเป็นของครอบครัวขุนนาง Nagamasa Kuroda ครั้งยังปกครองระบบศักดินา ภายในวัดบริเวณสุสานได้เป็นที่เก็บกระดูกของขุนนาง
ผู้มีชื่อเสียง เช่น Shimai Soshitsu หนึ่งในสามผู้กล้าที่มีชื่อเสียงของฮากะตะ ประตูทางเข้าของวัดได้ถอดแบบมาจากปราสาทฟุคุโอกะในปี 1918 ซึ่งสามารถถ่ายทอดศิลปะออกมาได้อย่างงดงามและสมบูรณ์แบบ
การเดินทาง : โดยสารรถบัส Nishitetsu ไปลงที่ป้าย Chiyomachi และเดินต่ออีก 5 นาที

Tochoji Temple สร้างขึ้นในปี 806 โดย Kobodaishi เพื่อขอพรให้มีชีวิตที่ยืนยาว ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธ ในวัดมี "Kan-non" ทำจากไม้แกะสลัก เป็นเทพเจ้า
แห่งเมอซี่ที่มีถึง 1,000 แขน และพระที่แกะสลักจากไม้ที่ใหญ่ที่สุด นับเป็นสมบัติของชาติที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่ง มีนักเที่ยวไปแวะชมกันคับคั่งทุกวัน
การเดินทาง : โดยสารรถบัส Nishitetsu ไปลงที่ป้าย Gion-machi หรือมารถไฟฟ้าใต้ดิน
มาลงที่สถานี Gion และเดินต่ออีก 3 นาที

Hakozaki Shrine ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 923 นับว่าเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง และได้รับการบูรณะอีกครั้งในปี 1546 ด้วยรูปแบบที่สร้างอย่างงดงามจึงจัดเป็นสมบัติของชาติที่สำคัญอีกที่นึง ศาลเจ้าแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ใช้จัดเทศกาลที่สำคัญ เช่น Hojoya ในฤดูใบไม้ร่วง และ
Tamaseseri ในช่วงใกล้ปีใหม่ นอกจากนี้ยังมีสวนดอกไม้ที่บานตามฤดูให้ชมความงามกันได้ตลอดปีอีกด้วย
การเดินทาง : โดยสารรถบัส Nishitetsu ไปลงที่ป้าย Hakozaki หรือมารถไฟฟ้าใต้ดิน
มาลงที่สถานี Hakozaki Miya-mae

Sumiyoshi Shrine ศาลเจ้าแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศิลปะแบบดั้งเดิมที่พบเห็นโดยทั่วไป ส่วนภายในที่เห็นทุกวันนี้ได้รับการซ่อมแซมโดย Nagamasa Kuroda ในปี 1623 ซึ่งเป็น
ศิลปะสมัยชินโต ซึ่งจะแตกต่างจากพุทธที่ยังมีปรากฏอยู่ตรงหลังคาด้านหน้า
การเดินทาง : โดยสารรถบัส Nishitetsu ไปลงที่ป้าย Sumiyoshi

Kushida Shrine ตั้งอยู่ในฮากะตะ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้สักการะในสมัย
เฮอัน (Heian) สัญลักษณ์ที่สำคัญของศาลเจ้าแห่งนี้ คือ ต้นกิงโกะขนาดใหญ่ สถานที่แห่งนี้ใช้จัดงานเทศกาลที่สำคัญ คือ การแข่ง Oiyama ซึ่งจัดขึ้นในวันสุดท้าย
ของเทศกาล Hakata Gion Yamakasa นับเป็นเทศกาลใหญ่ที่สุดในฤดูร้อน เมื่อไปแวะเที่ยวที่นี่แล้วอย่าพลาดเข้าไปชม Kazariyama ศิลปะลอยน้ำ และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ฮากะตะ (Hakata Historical Museum) ซึ่งอยู่ภายใน
บริเวณศาลเจ้า
การเดินทาง : โดยสารรถบัส Nishitetsu ไปลงที่ป้าย Canal City Hakata-mae หรือมารถไฟฟ้าใต้ดินมาลงที่สถานี Gion และเดินต่ออีก 2 นาที

 

Kashii Shrine
ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อบูชาสมาชิกในครอบครัวจักรพรรดิ ซึ่งเล่า
ต่อกันมาว่าจักรพรรดิ Chuai ได้มาสวรรคตที่นี่ สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ได้รับการจดทะเบียนให้เป็นสมบัติของชาติ ศิลปะที่เรียกว่า
" Kashii-zukuri " สามารถหาดูได้เฉพาะที่นี่ ทางเดินสวดมนต์เพื่อส่งพรไปยังองค์จักรพรรดิเป็นทางยาวกว่า 800 เมตรด้วยต้นการ
บูรตั้งแต่สมัยนารา (Nara)
การเดินทาง : โดยสารรถบัส Nishitetsu ไปลงที่ป้าย Kashiigu-mae

ฮ็อกไกโด (Hokkaido) เกาะฮ็อกไกโดน่าจะเป็นอีกที่หนึ่งที่หลายคนใฝ่ฝันอยาก
จะไปเยือน ด้วยเทศกาลหิมะที่ขึ้นชื่อของเมืองซัปโปโร และด้วยภูมิศาสตร์ที่เต็ม
ไปด้วยธรรมชาติ เช่น ภูเขา แม่น้ำ ทะเลสาป และทะเล จึงทำให้เมืองนี้มีเสน่ห์ที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนจำนวนมากทุกปี และยังมีกิจกรรม
หลากหลาย เช่น สกี ล่องแพ ไว้รอนักผจญภัยทั้งหลายให้มาท้าทายความมันส์

ซัปโปโร (Sapporo) ซัปโปโรเป็นเมืองหลวงของเกาะฮ็อกไกโด ใช้เวลาเดินทางจากกรุงโตเกียวโดยเครื่องบิน 1 ชั่วโมง 25 นาที เป็นศูนย์กลางทาง
ด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม เปรียบเสมือนประตูสู่เกาะฮ็อกไกโด ผังเมืองของซัปโปโรค่อนข้างเป็นระเบียบเหมือนตารางหมากรุกซึ่งรูปแบบจะคล้าย
กับเกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น หัวใจหลักของเมืองนี้อยู่ที่สวนโอโดริ (Odori Park) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองทอดตัวจากด้านตะวันออกไปจรดฝั่งตะวันตกของตัวเมือง สัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ ถนนสายหลักในตัวเมืองจะเรียงรายไปด้วยน้ำพุและ
สวนโอโดริ (Odori Koen)ซึ่งถนนสายหลักนี้จะเป็นที่จัดงานเทศกาลหิมะที่มีชื่อเสียง
ของซัปโปโระ ในงานจะมีการแสดงรูปปั้นหิมะและรูปแกะสลักน้ำแข็งของทั้งมืออาชีพ
และสมัครเล่นตั้งตระหง่านอยู่ ทางเหนือของโอโดริโคเอ็นเพียงไม่กี่ช่วงตึกเป็นสถานี
รถไฟซัปโปโระ และตรงจุดนี้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเป็นมหาวิทยาลัยฮ็อกไกโด ทางใต้จะเข้าสู่ทานูกิโคจิ (Tanuki-Koji) แหล่งรวมร้านค้าและร้านอาหารและใกล้ๆกัน
จะพบกับตลาดนิโจซึ่งเป็นที่รวมของฝากของที่ระลึก สินค้าเครื่องใช้ในท้องถิ่นและ
อาหารมากมายให้ได้ลิ้มลองกัน ทางใต้สุดของโอโดริโคเอ็นคือย่านซุซุคิโนะ (Susukino) แหล่งท่องเที่ยว(ผีเสื้อ)ราตรีและศูนย์กลางของอาหารจานด่วนแบบซัปโปโระ เรียกว่า
ราเม็ง โยโคะโจ (Ramen Yokocho)
หอนาฬิกา (Clock Tower Building) เป็นสัญลักษณ์ของเมืองซัปโปโร สร้างขึ้นในปี 1878 โดยมหาวิทยาลัยฮ็อกไกโด ตึกแห่งนี้ยังเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ของเมืองนี้ให้กับผู้มาเยือน ทุกชั่วโมงเสียงระฆังยังคงตีกังวาลบ่งบอกความมีชีวิตชีวาของเมืองนี้ หลังจากแวะชมสัญญลักษณ์ของเมืองไปแล้ว ลองแวะไปชมทัศนียภาพของทั้งเมืองที่
Mt. Moiwa เป็นที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมไปปิคนิคกัน ด้วยความสูง 531 เมตรจากพื้นดินทำ
ให้เห็นบรรยากาศของทั้งเมืองจากมุมสูง เดินทางขึ้นไปด้วยเคเบิ้ลคาร์เพียง 5 นาที ที่สุดท้ายที่จะแนะนำกันก็คือ ซัปโปโรโดม (Sapporo Dome) เป็นอาคารเอนกประสงค์ และสนามกีฬาที่เคยใช้จัดการแข่งขันฟุตบอล FIFA World Cup ภายในยังมีลานกีฬาอีกหลายประเภทไว้บริการ และมีร้านค้าขายของให้ช้อปกันอีกด้วย


ฮาโกดาเตะ (Hakodate) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของซัปโปโร เพียงข้ามช่องแคบสึงารุ
(Tsugaru) จากอาโอะโมริ(Aomori) และปลายเหนือสุดของเกาะฮอนชูก็จะมาถึง
ฮา
โกดาเตะ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของท่าเรือในญี่ปุ่นที่เปิดค้าขายกับต่างชาติในปี 1895 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาฮาโกดาเตะจึงเป็นท่าเรือที่สำคัญสู่ฮ็อกไกโด ด้วยสีสรรของตลาด
ยามเช้าที่ Asaichi ที่เป็นตลาดขายส่งของทะเลสดๆขนาดใหญ่ สามารถหาซื้อปลาสดและผักสดในราคาขายส่งได้ที่นี่ตั้งแต่เช้ามืด
วิวจากบนภูเขาฮาโกดาเตะ


ป้อมโงะเรียวคะคุ(Goryokaku) เป็นป้อมรูปดาวที่สร้างเป็นอนุสรณ์สถานแก่ผู้ที่เสียสละต่อสู้เพื่อเกาะฮ็อกไกโด สร้าง
ขึ้นในปี 1864 เป็นป้อมสไตล์ตะวันตกแห่งแรกในญี่ปุ่น ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้า
ไปเยี่ยมชม ภายในมีพิพิธภัณฑ์ที่แสดงถึงช่วงสงครามในระหว่างปี 1868-1869 และยังมี
หอคอยที่สูง 60 เมตรสามารถชมวิวความงามรอบๆได้จากที่นี่ ยามค่ำคืนก็ขอแนะนำให้ไปลองขึ้นเคเบิ้ลคาร์ที่ภูเขาฮาโกดาเตะ (Mt. Hakodate) ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของเมืองฮาโกดาเตะ ใช้เวลาเพียง 20 นาทีหรือถ้าจะขับรถขึ้นไปเองก็ประมาณ 30 นาที ท่านก็จะขึ้นไปอยู่ ณ จุดชมวิวที่จะเห็นทัศนียภาพยามค่ำคืนที่สวยที่สุดในภูมิภาคนี้ แสงไฟจากทั่วทั้งเมืองสว่าง
ไสว บรรยากาศโรแมนติก และมาถึงเมืองนี้ทั้งทีลองแวะเข้าไปใช้บริการสปาที่ Yunokawa
Spa เดินทางโดยรถประมาณ 30 นาทีจากฮาโกดาเตะ บรรยากาศเก่าๆ เงียบสงบ แช่น้ำพุร้อนผ่อนคลายความเมื่อยล้า ก็น่าจะเป็นการผักผ่อนที่เข้าทีทีเดียว

 
โอตารุ(Otaru) อยู่ทางตะวันตกของซัปโปโร ใช้เวลาเดินทาง 35 นาทีโดยรถไฟด่วน
จากซัปโปโร เป็นเมืองท่าที่มีชีวิตชีวาด้วยเป็นฝั่งทางด้านตะวันตกที่ใหญ่ที่สุดของเกาะ
ฮ็อกไกโด เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงทางด้านงานกระจก,แก้ว

 

นิเซโกะ(Niseko) ห่างจากซัปโปโร 2 ชั่วโมงโดยรถไฟด่วน เส้นทางรถยนต์จะอยู่สูง
จากระดับน้ำทะเลถึง 800 เมตร เมืองนี้ทอดตัวไปตามแนวเขานิเซโกะ จึงเป็นเมืองในหุบเขาที่มีบรรยากาศของธรรมชาติอย่างแท้จริง ในหน้าหนาวจึงเป็นที่ที่เหมาะในการเล่นสกี และกีฬาหน้าหนาวด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย
ครบครัน ระหว่างหุบเขาจะมีสปาที่น่าสนใจอยู่หลายที่เพื่อรอต้อนรับนักท่องเที่ยว เช่น
นิเซโกะ(Niseko), คอมบุ(Kombu) และยูโมะโตะ(Yumoto)


 


ชาโคตัง(Shakotan) เป็นดินแดนเล็กๆปลายแหลมของเกาะฮ็อกไกโด ประกอบไปด้วย
ชายฝั่งที่เว้าแหว่ง ลานสกี และที่ตั้งแคมป์มากมาย สามารถตกปลาและแล่นเรือในทะเล
ญี่ปุ่น หรือชมความงามของอาทิตย์ยามอัสดงที่งดงามที่ชาโคตังมิซากิ (Shakotanmisaki) และคามุยมิซากิ (Kamui-misaki)


 


ทะเลสาปคุสชะโรโกะ (Kussharo-ko) เป็นทะเลสาปปิดที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะฮ็อกไกโด และเป็นแหล่งเกิดของคุสชิ (Kusshi) สัตว์ประหลาดของญี่ปุ่น มีอนเซ็น 3 แห่งรอบๆคุส
ชะโร ได้แก่ ซุนายุ(Sunayu spa) ซึ่งมีทรายร้อนให้ลองสัมผัสด้วย, คาวายุ(Kawayu spa) และวาโกโตะ(Wakoto spa)


 
ทะเลสาปอะกัง (Lake Akan) มีสิ่งดึงดูดเป็นสาหร่ายเขียวลูกกลมๆ เรียกว่า มาริโมะ
(marimo) หรือภูติสวรรค์

 

อุทยานแห่งชาติอะกัง (Akan National Park) หากเดินทางเลียบไปตามชายฝั่งทางใต้ของฮ็อกไกโดไปทางตะวันออก จะได้พบ
กับเมืองท่าคุชิโร ซึ่งมีสถาปัตยกรรมล้ำยุคตัดกับท่าเทียบเรือที่แสนจะธรรมดา เป็นแหล่งที่นกกระเรียนอพยพมาอยู่ และที่อุทยานแห่งนี้มีสัตว์ที่หายากหลายชนิดที่รัฐบาลออกกฎหมายคุ้มครอง คุชิโรสามารถเดินทางไปอย่างง่ายๆด้วยเรือเฟอรี เครื่องบินหรือรถไฟจากโตเกียว


 


ชิกตสึโทยะ (Shikotsu-Toya) เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีคนไปเยือนมากที่สุดในฮ็อกไกโด ตั้งอยู่ระหว่างฮาโกดาเตะและซัปโปโร ใกล้ๆกับสนามบินจิโตเสะ(Chitose) มีทะเลสาปปากปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ติดกับซัปโปโร ชื่อ ชิกตสึ (Lake Shikotsu) ที่สวยงามน้ำมีสีฟ้าเข้ม รวมทั้งมีหมู่บ้านชาวประมงชิกตสึโคฮัน ซึ่งมีบริการที่พักและ
พานั่งเรือเที่ยว


 
ทะเลสาปโทยะ (Lake Toya) เป็นทะเลสาปรูปวงกลม ตั้งอยู่ทางใต้ของชิกตสึ มีเรือบริการข้ามระหว่างเกาะเล็กๆ 4 เกาะและมีทิวทัศน์ที่งดงามบนเขาโยะเทอิซัง
(Yoteiazn) ซึ่งอยู่ห่างไปทางเหนือ 1,890 เมตร เส้นทางจากชิกตสึไปสู่ทารุมาเอะนั้น
ต้องผ่าน โคเคะ โนะ โดมง (Koke no Domon) หรือหุบเขาตะไคร่น้ำ ซึ่งทั้งงามตรึงตาและน่าหวาดเสียวไปพร้อมๆกัน


ภูเขาไฟโชวะ ชินซัง (Mt.Showa Shinzan) ภูเขาไฟลูกเล็กทางใต้ซึ่งโผล่พ้นผิว
โลกขึ้นมาเมื่อปี 1944 อยู่ข้างๆภูเขาไฟอุซุซัง ซึ่งได้ระเบิดบ่อยๆ และล่าสุดระเบิดในปี
2000 เมื่อนั่งเคเบิ้ลคาร์ไปที่ตีนเขาโชวะ ชินซัง ท่านจะได้เห็นปากปล่องของภูเขาไฟ
อุซุซังนี้


 


อะซาฮิคาวะ (Asahikawa) เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองในเกาะฮ็อกไกโด รอง
จากซัปโปโร มีชื่อเสียงทางด้านผลิตเฟอร์นิเจอร์ ใช้เวลาเดินทางจากซัปโปโร 1.5
ชั่วโมง และต่อรถไฟอีก 1 ชั่วโมงก็จะถึง ฟุราโนะ(Furano) ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่บานรอรับ
นักท่องเที่ยวในต้นฤดูร้อน เป็นอีกที่หนึ่งที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว


 


เมืองคิตะเคียวชู( Kitakyushu )-ปราสาทโคะคุระ( Kukura Castte ) ปราสาทแห่งนี้เป็นปราสาทสถาปัตยกรรมในสมัยเอโดะ สร้างขึ้นในปี 1602 เคยเป็นที่
พำนักของตระกูล โอกาซาวะระ ถึง 10 ชั่วอายุคน ประมาณ 235ปี ปราสาทที่เห็นอยู่ในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ในปี 1959 การมาเที่ยวที่นี้ใช้เวลาเดิน
ทางจากสถานี JR เพียง 15 นาทีเท่านั้น เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา9 โมงเช้าจนถึง 6 โมงเย็น (เดือนพฤศจิกายน-มีนาคม ปิดเวลา 5 โมงเย็น) และปิดวันที่ 29-31 ธันวาคม นอกจาก
ตัวปราสาท ในบริเณนั้นยังมีสวนญี่ปุ่นรายล้วมไปด้วยบรรยากาศเก่าๆสมัยเอโดะ



 
โมจิโค เรโทร ( Moji Bay Retro) โมจิโคเป็นเมืองท่าที่เปิดในปี 1889 ถือเป็นฐานการค้าระหว่างประเทศด้านอุสาหกรรมของคิตะคิวชู ในสมัยอดีตที่ยังรุ่งโรจน์ท่าแห่งนี้รองรับเรือที่เข้ามาแวะจอดถึงเดือนละ 200 ลำหลังจากนั้นก็มีสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ เข้ามาผสมผสานจนกลายเป็นเมืองท่าโฉมใหม่
ท่ามกลางเสียงคลื่น เสียงนกนางนวล และสัมผัสกับอาหารสไตร์ตะวันตกที่มีชื่อเสียง ด้วยบรรยากาศที่คลาสิคในรูปแบบ Renaissance จึงได้เป็นสภาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียง
ที่สุดของคิวชู การเดินทางโดยรถไฟ JR ไปลงสถานี Mojiko ท่านจะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่กล่าวทั้งหมดนี้
 
สวนสนุก Space World สวนสนุกแห่งนี้ได้นำเอาวิทยาการล่าสุดในการเดิน
ทางท่องอาวกาศ พร้อมทั้งเครื่องฝึกมนุษย์อวกาศจำลองมาจากองค์กรนาซ่า
มาให้ชมกัน ภายในสวนสนุกสิ่งที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ก็คือ รถไฟเหาะตีลังกา
และ Free Fall G.O.คือการทิ้งตัวลงจากที่สูงจากพื้นประมาณ 40 เมตร การเดินทาง
โดยรถไฟ JR ไปลงสถานี Space World และเครื่องเล่นอื่นๆอีกมากมาย

 

หน้าแรก