Make your own free website on Tripod.com





 

 

 


 

 




 












 

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

เมืองอัสวานเขื่อนยักษ์อัสวาน (Aswan High Dam) ซึ่งสร้างขวางกั้นแม่น้ำไนล์ทั้งสายให้กลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดยักษ์ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าให้ใช้ได้ทั้งประเทศอียิปต์
ป้อมปราการซิทาเดล(CITADEL) ซึ่งในอดีตนั้นเป็นที่ตั้งของประภาคารฟาโรส ถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ ปัจจุบันเหลือเพียงส่วนที่เป็นฐานและได้มีรับการทะนุบำรุงต่อเติมจากสุลต่านเกย์ตเบย์ โดยรวบรวมซากเดิมบางส่วนเข้ามา
อนุสาวรีย์แห่งเมมนอน (Colossi of Memnon) รูปสลักหินทรายขนาดใหญ่ 2 รูป มีความสูงถึง
20 เมตร ซึ่งสมัยก่อนเป็นวิหารที่ใช้ฝังพระศพของฟาโรห์อเมนโนฟิสที่ 3 แต่เมื่อ 27 ปีก่อนคริสตกาลเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ทำให้ตัววิหารทั้งหลังพังลงมา เหลือเพียงรูปสลัก 2 รูปเท่า
เท่านั้น ซึ่งต่างมีตำนานที่เล่าต่างกันไป แต่บ้างก็ว่าอาจจะได้ยินเสียงออกมาจากรูปสลักทั้งสองนี้
ก็เป็นได้
วิหารแห่งฟิเล (Philae Temple) ตั้งอยู่บนเกาะศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งฟาโรห์ในราชวงศ์ปโตเลมี สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทวีไอซิส บริเวณวิหารประกอบไปด้วยเสาระเบียง ซึ่งสลักลวดลายเกี่ยวกับ
พิธีบูชาเทพเจ้า และด้วยลวดลายสลักต่างๆ ที่ถูกปรับเปลี่ยนนั้น แสดงถึงอิทธิพลจากกลุ่มคริสต์ที่
ได้เข้ามาในอียิปต์
เมืองคอมออมโบ วิหารคอมออมโบ (Temple of Komombo) ที่สร้างเพื่อถวายแด่เทพเจ้า 2 องค์
คือเทพโซเบ็ก เป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์หรือเทพผู้สร้างโลก รักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ ซึ่งม
ีเศียรเป็นจระเข้ (แม้แต่จระเข้ที่นี่ยังนำมาทำเป็นมัมมีได้เช่นเดียวกัน) และเทพฮอรัส ที่มีเศียร
เป็นเหยี่ยว เป็นเทพแห่งสงคราม ซึ่งได้รับการนับถืออย่างมากจากชาวอียิปต์ ที่ผนังยังปรากฏภาพสลักเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่น่าทำให้คิดว่าปัจจุบันคงได้รับอานิสงค์
จากอดีตก็เป็นได้ นอกจากนี้ยังมีเครื่องวัดระดับน้ำ ซึ่งเรียกว่า ไนล์โลมิเตอร์ ที่เป็นตัวช่วยประเมินการบอกปริมาณผลผลิตในแต่ละปีและทำให้ทางการสามารถกำหนดระดับภาษีที่
ต้องเก็บจากประชาชนได้
มหาวิหารคาร์นัค (The Temple of Karnak) เป็นวิหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตัววิหารหลังเดียวมีเนื้อที่ถึง
60 เอเคอร์ ซึ่งใหญ่พอที่จะนำโบสถ์ขนาดใหญ่ของยุโรปไปวางได้ถึง 10 หลัง มหาวิหารแห่งนี้เริ่มก่อสร้าง
ในสมัยฟาโรห์ ทุตโมซิสที่ 1 เพื่อถวายแด่เทพอมอน-รา เมื่อกว่า 3600 ปี มาแล้ว หลังจากนั้น ฟาโรห์องค์
ต่างๆ ก็เริ่มสร้างเพิ่มเติม ทำให้วิหารมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างมาก แต่เห็นความยิ่งใหญ่ของวิหารแล้ว ขอให้ทุกท่านลองจินตนาการดูว่าชาวอียิปต์โบราณใช้วิธีใดในการขนย้ายเสา และหิน พร้อมทั้งการแกะ
สลักลวดลาย ซึ่งเมื่อท่านเห็นความสูงแล้วก็จะยิ่งทำให้นึกไม่ออกก็เป็นได้ ว่าเขาใช้วิธีทำอย่างไร ณ. ที่นี้เองยังเป็นสถานที่แสดงแสงเสียงในยามค่ำคืน ซึ่งมักเป็นที่นิยมมากกว่าที่วิหารในเมืองอื่นๆ

 

เมืองลักซอร์ วิหารลักซอร์ (The Temple of Luxor) ซึ่งสร้างถวายแก่เทพอมอน-รา กษัตริย์แห่งเทพ
เช่นกัน วิหารนี้ได้รับการบูรณะในปี ค.ศ. 1883 ภายในบริเวณวิหารประกอบด้วยซุ้มประตูขนาดใหญ่และรูปสลักหินแกรนิตขนาดมหึมา สลักเป็นรูปฟา
โรห์รามเซสที่ 2 และมหาราชินีเนเฟอตารี ชมเสาโอบิลิสก์ เสาหินแกรนิตขนาดใหญ่ ซึ่งแกะสลักด้วยอักษรอียิปต์โบราณ(เฮโรกริฟฟิค) เพื่อสรรเสริญเทพเจ้าอมอนรา
เสาหินโอเบลิสก์ ที่สลักจากหน้าผาซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ (The Unfinished Obelisk) จุดเด่นของที่นี่คือเพื่อให้ทราบถึงการแกะสลักแยกชิ้นส่วนหินออกจากภูเขา ด้วยเทคนิคโบราณคือการ
ใช้ไม้และน้ำ เมื่อแยกเสาออกจากภูเขาแล้ว เสาหินก็จะถูกนำออกไปตั้งวาง แกะสลักลวดลาย และทำการสักการะบูชาต่อไปยังเมืองต่างๆ เสาโอเบลิสก์นี้เป็นอนุสาวรีย์ชนิดหนึ่งของอียิปต์โบราณ สร้างขึ้นเพื่อเป็นการบูชาแด่เทพ “อามุน-รา” หรือสุริยะเทพ

หุบผากษัตริย์ (Valley of The Kings) ซึ่งเป็นสถานที่ฝังพระศพของฟาโรห์ 62 พระองค์ แยกตามสุสาน
ต่างๆในบริเวณหุบผา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าผาธีบัน ที่บริเวณนี้เป็นภูเขาหินทรายสีแดง ในแต่ละสุสานต้องใช้การขุดเจาะภูเขาเข้าไปทำเป็นช่องทางลับภายใน จะทำทางเดินเป็นช่วงๆ และทำเป็นห้องสำหรับวางโลงศพ สมบัติ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของฟาโรห์

 

หน้าแรก