Make your own free website on Tripod.com








 

ประเทศอังกฤษ

ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง
ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปยุโรป โดยแยกจากทวีปยุโรปด้านทะเลเหนือทางช่องแคบ Dover ทิศตะวันตกติดกับทะเลไอริชและช่องแคบเหนือ ประกอบด้วยแคว้นอังกฤษ สก๊อตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ

พื้นที่
243,000 ตารางกิโลเมตร (93,000 ตารางไมล์)

เมืองหลวง
กรุงลอนดอน

ภูมิประเทศ
มีลักษณะเป็นเกาะยาวประมาณ 1,000 กม. กว้างประมาณ 500 กม.

ภูมิอากาศ
มีอากาศเย็นสบาย อุณหภูมิระหว่าง 32C - ลบ 10C ได้รับอิทธิพลพายุดีเพรสชั่นจากมหาสมุทรแอตแลนติก มีฝนตกตลอดปี โดยเฉพาะระหว่างเดือนกันยายน-เดือนมกราคม

ประชากร
ประมาณ 59 ล้านคน

กลุ่มชนชาติ
ประกอบด้วยชนชาติอังกฤษ สก็อต เวลส์ ไอริช และอื่น ๆ

ภาษา
ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ

ศาสนา
ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกาย Anglican ทั้งนี้ ในสหราชอาณาจักรมีศาสนาทางราชการ (established) คือ The Church of England (ในอังกฤษ) และ The Church of Scotland (ในสก็อตแลนด์)

สกุลเงิน
ปอนด์สเตอร์ลิง

อัตราแลกเปลี่ยน
60-73 บาท = 1 ปอนด์สเตอร์ลิง

วันชาติ
21 เมษายน (วันพระราชสมภพของสมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2)

ระบบการเมือง
มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งรวบรวมมาจากกฎหมายหลายฉบับประกอบกัน และบางส่วนมาจากจารีตประเพณี

ประมุข
พระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ มีอำนาจลง พระปรมาภิไธยในกฎหมายต่าง ๆ รวมทั้งอำนาจในการประกาศสงคราม ปัจจุบันคือ สมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 (ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2495)

นายกรัฐมนตร
ี นาย Tony Blair

รัฐมนตรีต่างประเทศ
นาย Jack Straw

อัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ร้อยละ 2.3

อัตราเงินเฟ้อ
ร้อยละ 2.1

อัตราการว่างงาน
ร้อยละ 5.2

ประเทศคู่ค้าสำคัญ
เยอรมนี สหรัฐฯ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ อิตาลี ญี่ปุ่น

มูลค่าการส่งออก
286.3 พันล้านปอนด์

มูลค่าการนำเข้า
330.1 พันล้านปอนด์

สินค้าออกสำคัญ
สินค้าอุตสาหกรรม สินค้ากึ่งอุตสาหกรรม น้ำมัน ผลิตภัณฑ์เคมี อัญมณีและโลหะมีค่า ผลิตภัณฑ์ยา

สินค้าเข้าสำคัญ
อาหาร เครื่องดื่ม ยาสูบ เสื้อผ้า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์

ทรัพยากรธรรมชาติ
ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซ เหล็ก ดีบุก

การเมืองการปกครอง

สถาบันทางการเมือง

สหราชอาณาจักรมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีกษัตริย์ (สมเด็จพระราชินีนาถ) เป็นประมุข สหราชอาณาจักรไม่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญแบบเรียงลำดับมาตรา แต่ใช้พระราชบัญญัติและกฎหมายจารีตประเพณีในการบริหารประเทศ รัฐสภาทำหน้าที่ทางนิติบัญญัติ และในทางปฏิบัติ เป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดของประเทศ ฝ่ายบริหารประกอบด้วยรัฐบาล (คณะรัฐมนตรี) หน่วยงานทางราชการ หน่วยงานบริหารส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และหน่วยงานที่อยู่ในความดูแลของ รัฐมนตรี ฝ่ายตุลาการกำหนดกฎหมายและตีความจารีตประเพณี
สมเด็จพระราชินีนาถทรงเป็นประมุขฝ่ายบริหาร ทรงมีบทบาทสำคัญด้านนิติบัญญัติ ทรงเป็นประมุขฝ่ายตุลาการ ทรงเป็นผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ และทรงเป็น ”ผู้บริหารสูงสุด” ของคริสตจักรแห่งอังกฤษ
รัฐบาลภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรีโทนี่ แบลร์ ได้มีนโยบายส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แคว้นต่าง ๆ มากขึ้น โดยเมื่อปี 2540 รัฐบาลได้จัดให้มีการลงประชามติในแคว้นสก๊อตแลนด์ และเวลส์ และต่อมา ในปี 2542 ได้มีรัฐสภาเป็นของตนเอง และมีการจัดตั้งรัฐบาลของตนเองซึ่งมีอำนาจในการกำหนดนโยบายด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านการบริหารแคว้น ด้านการพัฒนา ด้านกิจการภายในเป็นของตนเอง ส่วนอำนาจด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการต่างประเทศอยู่ภายใต้รัฐบาลกลางสหราชอาณาจักร

รัฐสภา
อำนาจทางนิติบัญญัติของรัฐสภาสหราชอาณาจักรประกอบด้วย 3 ส่วน คือ สมเด็จพระราชินีนาถ สภาสามัญหรือสภาผู้แทนราษฎร และสภาขุนนาง โดยการประชุมของทั้ง 3 ส่วนมีขึ้นเฉพาะในโอกาสทางพิธีการ อาทิ พระราชพิธีเปิดสมัยประชุมรัฐสภา
รัฐสภาสหราชอาณาจักรมีหน้าที่ในการออกกฎหมาย ตรวจสอบนโยบายและการบริหารงานของรัฐบาล และเปิดอภิปรายในกระทู้สำคัญ
รัฐสภาสหราชอาณาจักรแต่ละชุดมีอายุไม่เกิน 5 ปี มีช่วงสมัยประชุมคราวละ 1 ปี โดยเริ่มต้นและสิ้นสุดในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน โดยมีช่วงพักการประชุมในเวลากลางคืน ช่วงสุดสัปดาห์ เทศกาลคริสต์มาส เทศกาลอีสเตอร์ วันหยุดธนาคารในปลายฤดูใบไม้ร่วง และวันหยุดยาวในฤดูร้อน (ประมาณปลายเดือนกรกฎาคม) ทั้งนี้จำนวนวันประชุมเฉลี่ยในแต่ละสมัยประชุมมีดังนี้
การประชุมสภาสามัญ 148 วัน และการประชุมสภาขุนนาง 152 วัน ในการเปิดสมัยประชุมทุกครั้ง
สมเด็จพระราชินีนาถจะทรงมีพระราชดำรัสเปิดสมัยประชุมรัฐสภา โดยจะทรงกล่าวถึงนโยบายของรัฐบาล และการเสนอร่างกฎหมาย และจะทรงมีพระราชเสาวนีย์ปิดสมัยประชุม รัฐสภาจะมีช่วงปิดสมัยประชุมเพียง 3 – 4 วัน ก่อนเริ่มสมัยประชุมต่อไป และจะเป็นการยุติกระบวนการทางนิติบัญญัติของสมัยประชุมนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎมายที่ไม่สามารถผ่านการพิจารณาก่อนสิ้นสุดสมัยประชุมจะตกไป ยกเว้นว่าฝ่ายค้านเห็นพ้องจะให้พิจารณากฎหมายต่อในสมัยต่อไป
สภาสามัญหรือสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิกมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเบอร์เดียว จำนวน 659 คน โดยมาจากแคว้นอังกฤษ 529 คน เวลส์ 40 คน สก็อตแลนด์ 72 คน และไอร์แลนด์เหนือ 18 คน ดำรงตำแหน่งครั้งละไม่เกิน 5 ปี
สภาขุนนาง ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้ง จำนวน 659 คน ประกอบด้วย ผู้นำฝ่ายคริสตจักร และสมาชิกฝ่ายฆราวาส ซึ่งประกอบด้วย ขุนนางที่ได้รับการสืบทอดทางสายโลหิต จำนวน และขุนนางที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตลอดชีวิต

รัฐบาล

รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกอบด้วยรัฐมนตรีต่างๆ ที่รับผิดชอบดูแลกิจการของประเทศ สมเด็จพระราชินีนาถทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี (หัวหน้าพรรคการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกสภาสามัญที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด) และทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีไม่เกิน 20 คน ตามการถวายคำแนะนำจากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีส่วนใหญ่มาจากสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีสามารถมาจากสภา ขุนนางได้ ทั้งนี้ตำแหน่ง The Lord of Chancellor (รับผิดชอบงานด้านกฎหมาย) จะมาจากสภาขุนนาง

การปกครองส่วนท้องถิ่น

การปกครองส่วนท้องถิ่นสหราชอาณาจักร แบ่งออกเป็นระดับ County (เทียบเท่าจังหวัด) มี 53 จังหวัด ระดับ District (เทียบเท่าอำเภอ) มี 369 อำเภอ การปกครองส่วนท้องถิ่นในสก๊อตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือใช้ระบบรัฐบาลเดี่ยวในการบริหารงานส่วนท้องถิ่น ส่วนแคว้นอังกฤษใช้ทั้งระบบรัฐบาลท้องถิ่นเดี่ยว (Unitary Authorities, London Boroughs และ Metropolitan Districts)และระบบรัฐบาลท้องถิ่นสองระบบ (two-tier) ซึ่งประกอบด้วย County Councils และ District and Borough Councils ส่วนระดับ Parish (เทียบเท่าตำบล) และ Community (เทียบเท่าหมู่บ้าน) มีอำนาจหน้าที่จำกัดเพียงการประสานงานการดำเนินการต่างๆ และเป็นผู้แทนของท้องถิ่น
การปกครองส่วนท้องถิ่นสหราชอาณาจักรเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย โดยใช้ระบบเลือกตั้งเทศมนตรี และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยจะมีการสำรวจความคิดเห็น จัด roadshow หรือการแสดงประชามติ ในการบริหารงานส่วนท้องถิ่น


สถานการณ์การเมือง

ผลของการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2540 นับว่าเป็นเปลี่ยนโฉมหน้าของการเมืองสหราชอาณาจักร เนื่องจากพรรคแรงงานภายใต้การนำของนายโทนี่ แบลร์ ได้รับชัยชนะเหนือพรรคอนุรักษ์นิยมซึ่งเป็นรัฐบาลต่อเนื่องกันถึง 18 ปี ยิ่งกว่านั้น นายโทนี แบลร์ เป็นนายกรัฐมนตรีพรรคแรงงานคนแรกที่ได้รับชัยชนะ เหนือพรรคอนุรักษ์นิยมติดต่อกันสองครั้งจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2544 นายโทนี แบลร์ได้ประกาศว่า พรรคแรงงานมีแผนที่จะเป็นรัฐบาลอีกเป็นสมัยที่สาม
การที่นายโทนี แบลร์นำสหราชอาณาจักรให้เข้าร่วมสงครามอิรัก จะส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์อย่างมาก เนื่องจากประชาชนมีข้อกังขาในเรื่องสิทธิธรรมในการทำสงครามกับอิรัก และปัจจุบันก็ไม่สามารถหาหลักฐานที่เป็นรูปธรรมได้ว่า อิรักครอบครองอาวุธทำลายล้างสูง ปัญหานี้นำไปสู่ความระส่ำระสายในพรรคแรงงาน และมีผลให้รัฐมนตรีหลายรายลาออก อย่างไรก็ดี พรรคอนุรักษ์นิยมซึ่งสนับสนับสนุนการเข้าร่วมทำสงครามกับอิรัก ยังไม่สามารถที่จะสร้างคะแนนนิยมนำหน้าพรรคแรงงานได้ ดังนั้น พรรคแรงงานจึงมีแนวโน้มที่จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้าในปี 2548 แม้กระนั้น จำนวนที่นั่งในรัฐสภาของพรรคแรงงานอาจลดลง เนื่องจากกลุ่ม ชนชั้นกลางและภาคเอกชนทวีแสดงความไม่พอใจต่อความล้มเหลวของรัฐบาลที่ไม่สามารถขึ้นภาษี เพื่อที่จะนำไปใช้เพื่อดำเนินการปรับปรุงบริการสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สาขาสาธารณสุข และบริการรถไฟ อีกทั้งสหภาพแรงงานต่างๆ ก็คัดค้านการลดจำนวนข้าราชการ และแผนการปฏิรูประเบียบ การทำงานของภาครัฐ

เศรษฐกิจการค้า

เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรชะลอตัวลงตั้งแต่ปี 2544 เนื่องจากผลกระทบจากการถดถอยของเศรษฐกิจโลก การแข็งค่าของเงินปอนด์ และสภาวะ ”ฟองสบู่แตก” ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิต และการส่งออก แม้กระนั้น เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรยังอยู่ในสภาวะที่แข็งแกร่งกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรป โดยสหราชอาณาจักรมีอัตราเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และการว่างงานที่ต่ำ ซึ่งทำให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรมีความยากลำบากที่จะใช้เป็นข้ออ้าง ในการผลักดันให้สหราชอาณาจักรเข้าร่วมสหพันธ์เศรษฐกิจและการเงินยุโรป เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรได้ให้คำมั่นที่จะจัดการลงประชามติ หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบต่อข้อทดสอบทางเศรษฐกิจ 5 ประการตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหราชอาณาจักรเสนอ ซึ่งข้อทดสอบดังกล่าวจะกำหนดว่า การเข้าร่วมสหพันธ์เศรษฐกิจและการเงินยุโรปจะส่งผลดีต่อการลงทุน การจ้างงาน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของ สหราชอาณาจักรหรือไม่
ในหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรดำเนินไปได้ดีกว่าประเทศอุตสาหกรรมหลายประเทศ เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศสูงจากราคาบ้านสูงขึ้น นอกจากนั้น การแข็งค่าของเงินปอนด์ทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเอื้ออำนวยให้รัฐบาลสามารถใช้มาตรการทางการเงินใน การสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจได้ ในปี 2346 สหราชอาณาจักรมีอัตราการเจริญเติบโตร้อยละ 2.3 สูงกว่าที่คาด ทั้งนี้ กระทรวงการคลังสหราชอาณาจักรคาดว่า สหราชอาณาจักรจะมีอัตราการเจริญเติบโตในปี 2547 ร้อยละ 3 – 3.5 เนื่องจากการปรับตัวดีขึ้นของการส่งออกและการขยายตัวของการลงทุน

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ
ความสัมพันธ์ทางการเมืองไทย-สหราชอาณาจักร
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรในปัจจุบัน ดำเนินไปอย่างราบรื่นบนพื้นฐานมิตรภาพทั้งในกรอบทวิภาคี และกรอบความร่วมมือพหุภาคี ในองค์การระหว่างประเทศเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาค และการรักษาสันติภาพ การแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นและกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของความร่วมมือมากยิ่งขึ้น
ฯพณฯ พตท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายโทนี แบลร์ ได้เห็นพ้องในหลักการที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-สหราชอาณาจักรในลักษณะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งได้ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมฯ ในโอกาสที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 12 – 15 พฤษภาคม 2545

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

การค้า

ในปี 2546 สหราชอาณาจักรเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยในลำดับที่ 10 เป็นคู่ค้าลำดับที่ 2 ในกลุ่มสหภาพยุโรปรองจากเยอรมนี การค้าระหว่างไทย-สหราชอาณาจักรมีมูลค่ารวม 3,502.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ร้อยละ 8.08 โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 1,658 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การส่งออก
สหราชอาณาจักรเป็นตลาดส่งออกของไทยในลำดับที่ 8 และเป็นลำดับที่ 1 ในกลุ่มสหภาพยุโรป ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2544 – 2546) การส่งออกมีมูลค่าเฉลี่ย 2,456 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉพาะปี 2546 มีมูลค่า 2,580.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ร้อยละ 7.84 สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และชิ้นส่วน แผงวงจรไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน สินค้าโทรคมนาคม ผ้าผืน เครื่องรับวิทยุและโทรทัศน์และชิ้นส่วน ส่วนสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากสหราชอาณาจักร คือ เครื่องจักรอุตสาหกรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ น้ำแร่และวิสกี้ ยาและเวชภัณฑ์

การนำเข้า
สหราชอาณาจักรแหล่งนำเข้าของไทยในลำดับที่ 18 และเป็นลำดับที่ 2 ในกลุ่มสหภาพยุโรป รองจากเยอรมนี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2544 – 2546) การนำเข้ามีมูลค่าเฉลี่ย 916.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉพาะปี 2546 มีมูลค่า 921.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ร้อยละ 8.78

สินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากสหราชอาณาจักร
คือ เครื่องจักรอุตสาหกรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ น้ำแร่และวิสกี้ ยาและเวชภัณฑ์
สหราชอาณาจักรเป็นตลาดที่มีศักยภาพมากที่สุดของไทยประเทศหนึ่ง มีเงินทุน มีกำลังซื้อสูง มีประสบการณ์ ความก้าวหน้า และความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี สหราชอาณาจักรเป็นผู้นำเข้าอาหารรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก ไทยจึงมีศักยภาพสูงที่จะขยายตลาดสินค้าเกษตร อาหาร และเกษตรกรรมแปรรูป ร้านอาหารไทยในสหราชอาณาจักรทวีความนิยมอย่างสูงในสหราชอาณาจักร นอกจากนั้น สหราชอาณาจักรมีต้นทุนการผลิตและอัตราค่าจ้างแรงงานสูง จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะส่งออกสินค้าอุปโภคที่ไทยมีความ ได้เปรียบในการแข่งขันไปจำหน่ายในสหราชอาณาจักร
แม้ว่าสหราชอาณาจักรไม่ได้มีการดำเนินมาตรการใดๆ ที่ถือเป็นการกีดกันทางการค้า ซึ่งขัดต่อหลักเกณฑ์เงื่อนไขภายใต้กรอบข้อตกลงขององค์การการค้าโลกแต่อย่างใด แต่การที่สหราชอาณาจักรเป็นประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป ทำให้ปัญหาการค้าทวิภาคีระหว่างไทยและสหภาพ ยุโรปกลายเป็นอุปสรรคระหว่างไทยและสหราชอาณาจักรด้วย
ตลาดสหราชอาณาจักรมีการแข่งขันสูงมาก ยิ่งกว่านั้น การที่สหราชอาณาจักรทำการค้าส่วนใหญ่กับประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปด้วยกัน และสหภาพยุโรปจะขยายสมาชิกภาพในเดือนพฤษภาคม 2547 รวมทั้งมีแผนการจะจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศที่สาม เช่น เม็กซิโก และประเทศละตินอเมริกาอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นประเทศคู่แข่งสำคัญของไทย จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปโดยรวม

การลงทุน

สหราชอาณาจักรเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นลำดับต้นในกลุ่มสหภาพยุโรป โดยมีลักษณะการลงทุนในรูปบรรษัทข้ามชาติ เช่น Boots, Tesco, Marks&Spencer, National Power และ Orange จนถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มูลค่าของการลงทุนของวิสาหกิจสหราชอาณาจักรในประเทศไทยกว่า 140 พันล้านบาท ตามสถิติโครงการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ปริมาณการลงทุนจากสหภาพยุโรปในไทยที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมระหว่างปี 2513-2546 สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุดทั้งในแง่ของจำนวนโครงการ ซึ่งมีจำนวน 381 โครงการ และมูลค่าการลงทุน 241 พันล้านบาท เฉพาะปี 2546 สหราชอาณาจักรลงทุนในประเทศไทย มากเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาประเทศสหภาพยุโรป มีมูลค่าประมาณ 20.51 พันล้านบาท สหราชอาณาจักรมีแนวโน้มสนใจขอรับการส่งเสริมการลงทุนในสาขาอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และกิจการซอฟต์แวร์ สาขาบริการและสาธารณูปโภค UK Trade Partner ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนของสหราชอาณาจักรร่วมมืออย่าง ใกล้ชิดกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในการกระตุ้นให้นักลงทุน สหราชอาณาจักรขยายการลงทุนในประเทศไทย กลุ่มธุรกิจไทย -อังกฤษอยู่ระหว่างการพัฒนาความร่วมมือระหว่างธุรกิจต่อธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

การท่องเที่ยว
ในปี 2546 ตลาดสหราชอาณาจักรเป็นตลาดท่องเที่ยวหลักที่สำคัญของไทย เป็นตลาดใหญ่ลำดับที่ 7 และเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในสหภาพยุโรป มีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 4.92 โดยมีนักท่องเที่ยวสหราชอาณาจักรเดินทางมาไทยจำนวนประมาณ 7 แสนคนต่อปี ส่วนคนไทยเดินทางไปสหราชอาณาจักรประมาณ 22,000 คน

ความร่วมมือด้านการศึกษา

ไทยและสหราชอาณาจักรมีประวัติความร่วมมือด้านการศึกษาที่ยาวนาน มีความร่วมมือในระดับสถาบันการศึกษาในทุกระดับอย่างกว้างขวาง สถาบัน British Council ในประเทศไทยเป็นหน่วยงานหลักของฝ่ายสหราชอาณาจักร ที่ได้มีโครงการความร่วมมือด้านการศึกษาต่างๆ กับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องของไทย
ปัจจุบันมีนักศึกษาไทยในสถาบันการศึกษาในสหราชอาณาจักรมากกว่า 4,400 คน มีนักเรียนที่รับทุนการศึกษาจากสหราชอาณาจักรประมาณ 400 คน กระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรได้ให้ทุนการศึกษา Chevening Scholarship แก่นักศึกษาไทยให้ไปศึกษาในสหราชอาณาจักรในระดับอุดมศึกษาเป็นประจำทุกปี

ความตกลงทวิภาคีระหว่างไทย-สหราชอาณาจักร

1. ความตกลงว่าด้วยบริการเดินทางอากาศ ลงนามเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2493 (แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2520 และเมื่อเดือนมิถุนายน 2522) ปัจจุบันฝ่าย สหราชอาณาจักรได้เสนอที่จะให้มีการปรับปรุงบางข้อบท และฝ่ายไทยกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา
2. หนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยกับรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศไทยว่าด้วยสิทธิพิเศษ ที่ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญภายใต้โครงการความร่วมมือตามแผนโคลัมโบ (แลกเปลี่ยนเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2505) ซึ่งคาดว่าการให้สิทธิพิเศษผู้เชี่ยวชาญฯ จะมีน้อยลงเนื่องจากสหราชอาณาจักรได้ยุติการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ไทยในปี 2543
3. ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ลงนามเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2521 ปัจจุบันมีบริษัทมาขอรับการคุ้มครองภายใต้ความตกลงฯ น้อย เนื่องจากเห็นว่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุนจะทำให้ได้รับเงื่อนไขที่ดีกว่า
4. อนุสัญญาว่าด้วยการยกเว้นภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีที่เก็บจากเงินได้ ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2524 ซึ่งมีช่วยเหลืออย่างมากให้ภาคธุรกิจของประเทศทั้งสองไม่ต้องแบกรับ ภาระภาษีเกินความจำเป็นในการประกอบธุรกิจระหว่างกัน ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการเจรจาทบทวนอนุสัญญาดังกล่าว
5. ความตกลงว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำผิดและความร่วมมือ ในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา ลงนามเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2533 ซึ่งฝ่ายสหราชอาณาจักรได้มีการใช้ประโยชน์จากความตกลงฯ โดยขอให้มีการโอนตัวนักโทษสหราชอาณาจักรกลับไปรับโทษที่สหราชอาณาจักรอยู่เป็นระยะ ๆ
6. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งกำลังบำรุง ลงนามเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2536 ซึ่งครอบคลุมไม่เพียงแต่ในเรื่องการส่งกำลัง การซ่อมบำรุง แต่ยังรวมถึงความร่วมมือทางทหารในด้านอื่น ๆ เช่น การฝึก การวิจัยร่วม การถ่ายโอนเทคโนโลยี เป็นต้น และปัจจุบันกองทัพของทั้งสองประเทศก็มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด
7. ความตกลง 3 ฝ่าย ระหว่างรัฐบาลไทย-สหราชอาณาจักร-กัมพูชา ว่าด้วยการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างปอยเปตกับคลองลึก ลงนามเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2537 โดยเป็นการใช้เงินของสหราชอาณาจักรร่วมกับกำลังทหารของไทยในการสร้างสะพานให้กัมพูชา ซึ่งได้ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว
8. ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งและดำเนินการสถานีถ่ายทอดวิทยุของ บริษัทกระจายเสียงของสหราชอาณาจักร (BBC) ในประเทศไทย ลงนามเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2537 ปัจจุบันสถานีวิทยุดังกล่าวได้ดำเนินการกระจายเสียงแล้ว
9. สนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางอาญา ลงนามเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2537 และได้มีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันสารกัน เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2540 เมษายน 2547

เรียบเรียงโดย กองยุโรป 1 กรมยุโรป โทร. 0 2643 5145 Fax. 0 2643 5146 E-mail : european02@mfa.go.th
ข้อมูลนี้ คัดลอกมาจากเวบของกระทรวงการต่างประเทศ หากท่านต้องการข้อมูลที่อัพเดท สามารถเข้าชมได้ที่เวบไซต์ของ กระทรวงการต่างประเทศครับ

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ  คลิกที่นี่