Make your own free website on Tripod.com



 

ประเทศออสเตรเลีย

ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง
เป็นเกาะทวีป (Island Continent) อยู่ในซีกโลกใต้ ตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก พื้นที่7,713,000 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 รองจากรัสเซีย แคนาดา จีน สหรัฐอเมริกา และบราซิล

เมืองหลวง
กรุงแคนเบอร์รา

ภูมิอากาศ
ภาคใต้มีสภาพอากาศเย็น ในขณะที่ภาคเหนือมีอากาศร้อนชื้น

ประชากร
20 ล้านคน (ปี 2546) เป็นผู้ที่มีเชื้อชาติยุโรป ร้อยละ 92 เอเชีย ร้อยละ 7 และชนพื้นเมืองอะบอริจินส์ ร้อยละ 1

ภาษาราชการ
ภาษาอังกฤษ

ศาสนา
คริสเตียนนิกายโรมันคาธอลิค ร้อยละ 27 คริสเตียนนิกายแองกลิกัน ร้อยละ 22 คริสเตียนนิกายอื่นๆ ร้อยละ 22 และไม่มีศาสนา ร้อยละ 17

วันชาต
ิ วันที่ 26 มกราคม

รูปแบบการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตยแบบสหพันธ์ (Federal Democracy) และเป็นประเทศในเครือจักรภพ

ประมุข
สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร

ผู้สำเร็จราชการฯ
พลตรี ไมเคิล เจฟฟรี (Maor-General Michael Jeffery) คนที่ 24

หัวหน้าฝ่ายบริหาร
นายจอห์น โฮเวิร์ด (John Howard) นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรค Liberal

GDP
509.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2546)

รายได้เฉลี่ยต่อหัว
25,458 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2546)

อัตราการว่างงาน
ร้อยละ 5.8 (ปี 2546)

อัตราเงินเฟ้อ
ร้อยละ 2.8 (ปี 2546)

อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ร้อยละ 3.3 (ปี 2546)

การเมืองการปกครอง

ออสเตรเลียปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสหพันธ์ เป็นรัฐอธิปไตยในเครือจักรภพ(Commonwealth) สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรทรงเป็นองค์ประมุข และทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ฯ (Governor-General) ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอชื่อ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ฯ คนปัจจุบันคือ พลตรี ไมเคิล เจฟฟรี (Major-General Michael Jeffery AC,CVO,MC) สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2546 เป็นคนที่ 24 และคนแรกที่มาจากทหาร
ออสเตรเลียใช้ระบบ 2 สภา ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีสมาชิก 150 ที่นั่ง และวุฒิสภา 76 ที่นั่ง นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร รัฐบาลประกอบด้วยรัฐมนตรี 17 คน และรัฐมนตรี Outer Ministry อีก 13 คน

นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน
คือ นายจอห์น โฮเวิร์ด (John Howard)

หัวหน้าพรรค
Liberal โดยมีนายมาร์ค ลาธัม (Mark Latham) จากพรรค Labor เป็นผู้นำฝ่ายค้าน

การเลือกตั้ง
ทั่วไปมีขึ้นทุก 3 ปี โดยครั้งต่อไปจะมีขึ้นประมาณปลายปี 2547ออสเตรเลียมีพรรคการเมืองสำคัญ 3 พรรค ได้แก่ 1) พรรค Liberal – LP เป็นตัวแทนกลุ่มนักธุรกิจ 2) พรรค National เป็นตัวแทนกลุ่มชนบท และ 3) พรรค Australian Labor – ALP เป็นตัวแทนสหภาพ แรงงานและกลุ่มที่มีแนวคิดเสรีนิยม อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองทั้งสามมีแนวนโยบายร่วมกันที่เป็นประเพณีมายาวนานคือการเน้นการมีระบบสวัสดิการสังคมที่ดี นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดร่วมกันในด้านนโยบายต่างประเทศต่างๆ โดยเฉพาะการผูกพันกับสหรัฐฯ อย่างแน่นแฟ้นมาโดยตลอด
พรรค Liberal และพรรค National เป็นพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบันของออสเตรเลีย นับตั้งแต่ได้จัดตั้งรัฐบาลในเดือนมีนาคม 2539 ภายหลังจากที่พรรค Labor เป็นได้จัดตั้งรัฐบาลตลอด 13 ปี พรรคร่วมรัฐบาลได้รับเลือกตั้งติดต่อกันแล้ว 3 สมัย ในการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2539 ตุลาคม 2541 และพฤศจิกายน 2544 การเลือกตั้งครั้งต่อไปคาดว่าจะมีขึ้นประมาณปลายปี 2547 หรือต้นปี 2548
ปัจจุบันพรรคร่วมรัฐบาลมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรรวม 82 ที่นั่ง โดยพรรค Liberal มี 69 ที่นั่ง และพรรค National 13 ที่นั่ง ส่วนพรรค Labor มี 64 ที่นั่ง พรรค Green 1 ที่นั่ง และผู้แทนอิสระ 3 ที่นั่ง สำหรับในวุฒิสภา พรรค Liberal และพรรค National มีที่นั่งรวม 35 ที่นั่ง พรรค Labor มี 28 ที่นั่ง พรรค Green 2 ที่นั่ง
พรรค Australian Democrats 7 ที่นั่ง พรรค One Nation 1 ที่นั่ง พรรค Australian Progressive Alliance 1 ที่นั่ง และผู้แทนอิสระ 2 ที่นั่ง ดังนั้น การที่พรรคร่วมรัฐบาลไม่มีเสียงข้างมาก นวุฒิสภา จึงต้องหาพันธมิตรจากพรรคเล็กอื่นๆ ในการผ่านร่างกฎหมายต่างๆ

สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันและแนวโน้ม

รัฐบาลปัจจุบันของนายกรัฐมนตรี Howard มุ่งเน้นนโยบายลดการขาดดุลภาครัฐ การลดอิทธิพล ของกลุ่มสหภาพแรงงานต่าง ๆ และการเร่งแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ที่สำคัญ ได้แก่ กิจการโทรคมนาคม (Telstra) (จากข้อมูลของ Economic Intelligence Unit วิเคราะห์ว่าอาจจะต้องชะลอการขายหุ้นอีกร้อยละ 50 ออกไปจนหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นประมาณปลายปี 2547)
รัฐบาลปัจจุบัน ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเนื่องจากบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ประชาชนให้ความนิยมพรรคร่วมรัฐบาลมากกว่าพรรคแรงงาน และความนิยมในตัวนายกรัฐมนตรีมากกว่าผู้นำฝ่ายค้าน เพราะประชาชนพอใจการดำเนินนโยบายต่างๆ รวมทั้งด้านต่างประเทศ ซึ่งออสเตรเลียร่วมกับสหรัฐฯ และพันธมิตรในสงครามอิรัก ซึ่งทำให้รัฐบาลได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างเด่นชัด ภายหลังที่สหรัฐฯ มีชัยชนะต่ออิรัก ประธานาธิบดีจอร์จ บุช ได้เชิญนายกรัฐมนตรีโฮเวิร์ด ให้ไปพักที่บ้านส่วนตัว (ranch) ที่มลรัฐ Texas โดยเดินทางไปด้วยเครื่องบินส่วนตัวของประธานาธิบดีบุชซึ่งที่ผ่านมามีผู้นำเพียง 3 คนที่ได้รับเชิญให้พำนักที่บ้านพักนี้คือ นาย Tony Blair นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร นาย Vladimir Putin ประธานาธิบดีรัสเซีย และนาย Jose Maria Aznar นายกรัฐมนตรี สเปนในขณะนั้นโดยที่ใกล้จะถึงกำหนดเลือกตั้ง รัฐบาลจึงพยายามดำเนินนโยบายเพื่อดึงดูดและคงคะแนนความนิยมต่อไป ในขณะที่พรรค Labor ก็พยายามเน้นนโยบายด้านสังคมและภาษีเพื่อแย่งคะแนนนิยมจากพรรครัฐบาล และการที่ออสเตรเลียมีงบประมาณเกินดุลจำนวนมากในปี 2546-2547 ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลสามารถนำมาใช้ดำเนินนโยบายที่จะมีผลต่อความนิยมในพรรค อาทิ
นโยบายด้านการศึกษา สาธารณสุขและการลดภาษีรายได้ นอกจากนี้ รัฐบาลจะเน้นจุดเด่นของนโยบาย อื่นๆ ด้วย ได้แก่ นโยบายด้านการป้องกันประเทศ การต่อต้านการก่อการร้าย มาตรการในเรื่องผู้อพยพ ผลสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจ และผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำความตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐฯ ซึ่งแม้ว่าจะต้องชี้แจงต่อผู้ต่อต้านบางกลุ่มก็ตาม
สำหรับพรรค Labor ได้รับความนิยมมากขึ้นนับตั้งแต่นายลาธัมได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรค โดยพยายามแสดงนโยบายที่แตกต่างในด้านการต่างประเทศ ได้แก่ การให้ออสเตรเลียรีบถอนกองกำลังทหารออกจากอิรักภายในช่วงคริสต์มาสของปี 2547 การปรับปรุงการดำเนินความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชีย ส่วนนโยบายภายในก็จะเน้นนโยบายการลดภาษี ผู้ร่ำรวย และสวัสดิการสังคมต่างๆ คาดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นการเลือกตั้งที่เข้มข้นและแข่งขันกันสูงระหว่างพรรค Liberal และพรรค Labor เนื่องจากได้รับความนิยมใกล้เคียงกันมากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีโฮเวิร์ด ยังคงมีคะแนนนิยมสูงอยู่ ในขณะเดียวกันนายลาธัมก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากได้พยายามหาเสียงโดยใช้นโยบายดึงดูดความนิยมของมวลชน และสามารถสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในพรรค Labor ได้มากขึ้น แต่พรรค Labor ยังมีปัญหาความแตกแยกอยู่ภายในพรรคซึ่งอาจจะทำให้ไม่สามารถกำหนดนโยบายที่แน่ชัดได้ในหลายประเด็น อาทิ นโยบายด้านภาษี นโยบายอุตสาหกรรมสัมพันธ์ และการจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งมีบางประเด็นที่อ่อนไหว

นโยบายด้านความมั่นคง

ออสเตรเลียเห็นว่าปัญหาการก่อการร้าย การแพร่กระจายของอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง และอาชญากรรมข้ามชาติเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อความมั่นคงในภูมิภาค ออสเตรเลียจึงให้ความสำคัญด้านการต่อต้านการก่อการร้ายและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การให้ความสำคัญกับพันธมิตรโดยเฉพาะสหรัฐฯ เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ การพัฒนาบุคลากรและอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ทันสมัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพ และการปกป้องดินแดน โดยผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายอย่างจริงจัง

นโยบายด้านต่างประเทศ
ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีบทบาทแข็งขันในการเมืองระหว่างประเทศประเทศหนึ่ง โดยนับ ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ออสเตรเลียเข้าร่วมสงครามกับฝ่ายพันธมิตร ทำสนธิสัญญา ANZAC กับนิวซีแลนด์ หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ออสเตรเลียมีบทบาทในการจัดส่งทหารเข้าไปในญี่ปุ่น และสนับสนุนอินโดนีเซียในการทำสงครามประกาศอิสรภาพจากเนเธอร์แลนด์ (ปี ค.ศ. 1945-1949) รวมทั้งร่วมก่อตั้งสหประชาชาติ และเสนอให้จัดตั้งแผนโคลัมโบเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ในปี ค.ศ.1950 นอกจากนี้ ยังจัดส่งทหารเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลี การช่วยเหลือปราบกบฏคอมมิวนิสต์ มาลายา สงครามเวียดนาม สงครามอ่าวเปอร์เซีย และสงครามในอิรัก
ออสเตรเลียได้ให้การสนับสนุนกิจกรรมของสหประชาชาติมาโดยตลอด โดยเคยเป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงฯ ประเภทไม่ถาวร ในปี ค.ศ. 1986-1987 สมาชิกคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมฯ ในปี ค.ศ. 1986-1989 สมาชิกคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนในปี ค.ศ.1994-1996 และในปี ค.ศ. 2003-2005 รวมทั้งให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานด้านต่างๆ ของสหประชาชาติด้านการปฏิบัติการรักษาสันติภาพ การลดอาวุธ การควบคุมและปราบปรามยาเสพติด มีบทบาทสำคัญในกลุ่มสมาชิกเครือจักรภพในภูมิภาคแปซิฟิก และใน Pacific Islands Forum (PIF), Cairns Group เอเปค อาเซียน และ ARF นอกจากนั้น ในเดือนกันยายน ค.ศ.1999 ออสเตรเลียเป็นผู้นำจัดส่ง กองกำลังเข้าไปรักษาสันติภาพในติมอร์เลสเต ภายใต้ข้อมติสหประชาชาติ
ออสเตรเลียได้จัดสรรงบประมาณความช่วยเหลือต่างประเทศสำหรับปีงบประมาณ ค.ศ. 2003-2004 เป็นจำนวนมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมุ่งเน้นให้แก่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอาเซียนและแปซิฟิกใต้ (ปาปัวนิวกินีได้รับความช่วยเหลือมากที่สุด) เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2546 รัฐบาลออสเตรเลียได้ประกาศใช้สมุดปกขาวด้านนโยบาย ต่างประเทศและการค้าฉบับใหม่ ภายใต้ชื่อ Advancing the National Interest ซึ่งเป็นการวางกรอบ ยุทธศาสตร์การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทางด้านการเมือง ความมั่นคงและเศรษฐกิจให้ สอดคล้องกับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน โดยส่วนหนึ่งเป็นผลสะท้อนมาจากเหตุการณ์การก่อการร้าย เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 และเหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่เกาะบาหลี เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2545 สรุปได้ดังนี้
1. การต่อสู้กับการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติดและปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ ผู้ก่อการร้ายมีอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง โดยให้ความสำคัญพิเศษต่อความร่วมมือในการ ป้องกันภัยดังกล่าวกับประเทศและภูมิภาคที่อยู่ใกล้ออสเตรเลียที่สุด (immediate region) และการมี collective responsibility ในกรอบสหประชาชาติจะทวีความสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับต่อการ แก้ปัญหาเหล่านั้น
2. การส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยมุ่งขจัดอุปสรรคทางการค้าภายในกรอบพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก และเอเปค รวมทั้งการส่งเสริมการจัดทำความตกลงการค้าเสรีทวิภาคีกับประเทศต่างๆ
3. การมีบทบาทแข็งขันและส่งเสริมความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับประเทศในเอเชีย รวมทั้งการมีบทบาทนำในเวทีพหุภาคีสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก อาทิ เอเปค ARF และอาเซียน
4. กระชับการเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ โดยถือว่าสหรัฐฯ มีความสำคัญทั้งในด้านการเมือง ความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยออสเตรเลียจะให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้นในทุกมิติของ ความสัมพันธ์
5. การให้ความช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านในแปซิฟิกใต้เพื่อให้สามารถพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ความมีเสถียรภาพของประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกใต้เป็นผลประโยชน์ของออสเตรเลีย
6. พัฒนาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับยุโรป เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ที่สำคัญของ ออสเตรเลียทางการค้าและนโยบายสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันยังคงมีความสัมพันธ์ทวิภาคีกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร
7. การส่งเสริมหลักธรรมาภิบาล สิทธิมนุษยชนและการพัฒนาประชาคมโลก โดยจะส่งเสริมขีดความสามารถของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค เพื่อสร้างบรรยากาศระหว่างประเทศเพื่อเอื้ออำนวยต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของออสเตรเลีย
8. การคุ้มครองคนชาติและผลประโยชน์ของออสเตรเลียจากภัยก่อการร้ายระหว่างประเทศ
นโยบายหลักด้านการต่างประเทศที่ออสเตรเลียให้ความสำคัญในช่วงที่ผ่านมาและในระยะต่อไปได้แก่ การดำเนินการตามความตกลง FTA กับสหรัฐฯ ซึ่งออสเตรเลียต้องโอนอ่อนกับสหรัฐฯ ในการเปิดตลาดสินค้าเกษตรอย่างมาก โดยญี่ปุ่นกำลังแสดงความสนใจที่จะทำ FTA กับออสเตรเลีย ในลักษณะที่ออสเตรเลียทำไว้กับสหรัฐฯ นอกจากนี้ ออสเตรเลียได้ทำความตกลง FTA กับไทยและ จะเริ่มเจรจากับจีนโดยอย่างช้าจะให้เสร็จสิ้นภายในกลางปี 2548 ในขณะเดียวกันออสเตรเลียจะยัง เป็นพันธมิตรหลักที่สำคัญของสหรัฐฯ ในเรื่อง war on terror แต่ก็ยังพยายามกระชับความสัมพันธ์ กับอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศมุสลิมอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีปัญหากระทบกระทั่งกันบ้าง เช่น กรณี ที่ออสเตรเลียผลักดันผู้อพยพทางเรือชาวเคิร์ดออกนอกประเทศ และปัญหาในติมอร์เลสเต รวมทั้ง ยังต้องการมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคแปซิฟิกใต้ เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีความอ่อนแอที่จะส่งผลกระทบต่อออสเตรเลียโดยตรง โดยจะให้ความสำคัญในการช่วยเหลือปาปัวนิวกินีเป็นอันดับแรก

เศรษฐกิจการค้า

ด้านเศรษฐกิจ

- เศรษฐกิจของออสเตรเลียขึ้นอยู่กับภาคบริการเป็นหลัก ในปี 2546 มีมูลค่าผลผลิตประมาณ ร้อยละ 69.8 ของ GDP ในขณะที่ภาคเกษตรกรรมมีผลผลิต ร้อยละ 3.7 อุตสาหกรรม ร้อยละ 25.8 ของ GDP ทั้งนี้ ออสเตรเลียมีความได้เปรียบในเชิงเศรษฐกิจเปรียบเทียบเนื่องจากเป็นทวีปที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และมีประชากรเพียง 20 ล้านคน
- ออสเตรเลียปรับระบบเศรษฐกิจของประเทศจากการเป็นระบบเศรษฐกิจแบบ inward lookingและ import – substitution ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 โดยการใช้นโยบายปฏิรูปซึ่งรวมถึงการลดภาษีและยกเลิกมาตรการปกป้องต่างๆ การปล่อยค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียลอยตัว การปรับปรุงกฎระเบียบ ภาคการบริการทางการเงิน การอนุญาตให้ธนาคารต่างชาติเปิดสาขาอย่างเสรี การเชื่อมโยงเศรษฐกิจ ระดับรัฐเข้ากับระบบสหพันธ์ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การแปรรูปกิจการของรัฐ การปรับระบบการ จัดเก็บภาษีโดยการใช้ระบบการเก็บภาษีสินค้าและบริการ (Good and Services Tax - GST)
- ออสเตรเลียเป็นประเทศในกลุ่ม OECD ที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสูดเป็น ระยะเวลาติดต่อกัน 12 ปี ในปี 2546 มีอัตราการเจริญเติบโตร้อยละ 3.3 และคาดว่าในระยะ 2 ปี ต่อไป จะสูงเกินร้อยละ 3 โดยในปี 2547 อาจสูงถึงร้อยละ 4.2 ในขณะที่ประเทศสมาชิก OECD มีอัตราการ เจริญเติบโตโดยเฉลี่ยร้อยละ 3 (สหรัฐฯ เจริญเติบโตสูงเป็นอันดับ 1 ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่นสูงเป็นลำดับ 2, 3, 4, 5 และ 6) นอกจากนี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment – FDI) ยังมีมูลค่าเพิ่มขึ้นสามเท่าในปี 2545 โดยออสเตรเลียมีปัจจัยสนับสนุนจากการเป็นประเทศที่สหรัฐฯ และยุโรปมีความคุ้นเคย และมีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพ ทางการเมืองและเศรษฐกิจ และมีความเสี่ยงน้อยในการลงทุน
- แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจของออสเตรเลียจะมีเสถียรภาพและเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่นักวิเคราะห์ เห็นว่าเศรษฐกิจออสเตรเลียอาจประสบปัญหาจากปัจจัยเสี่ยงสำคัญ กล่าวคือการที่ เงินดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่า อัตราดอกเบี้ยที่สูงถึงร้อยละ 5.25 และการขยายตัวสูงมากของภาคอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ ออสเตรเลียมีการส่งออก ร้อยละ 60 ไปยังประเทศในเอเชียและเสียเปรียบ ในเชิงแข่งขัน ออสเตรเลียยังขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึงร้อยละ 6 ในปี 2546 ซึ่งนับว่าสูงที่สุดประเทศ หนึ่งในกลุ่มประเทศร่ำรวยอันเป็นผลจากภาคส่งออกไม่ขยายตัวและการใช้จ่ายสูงในการบริโภค ซึ่งสะท้อน จากราคาที่อยู่อาศัยและการกู้ยืมเพื่ออสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ โดยการประเมินของ Goldman Sachs ในด้านความเสี่ยงผู้บริโภคใน 19 ประเทศ โดยพิจารณาจากหนี้ ปริมาณเงินออมและรายได้ของแต่ละครัวเรือน ชี้ให้เห็นว่าออสเตรเลีย อาจมีความเสี่ยงสูง ธนาคารกลางของออสเตรเลียปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2546 และจากการสำรวจในช่วงเดือนมีนาคม 2547 พบว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด การกู้ยืมให้แก่ผู้ลงทุนลดลงตั้งแต่มกราคม 2547 รวมทั้งราคาที่อยู่อาศัยใน นครซิดนีย์และเมลเบิร์นเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หากราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลงอย่างต่อเนื่องก็จะ ส่งผลให้การใช้จ่ายลดลง โดยภาคอสังหาริมทรัพย์จะเป็นตัวบ่งชี้ต่อภาวะเศรษฐกิจออสเตรเลียในขณะนี้
- การค้า ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ขาดดุลการค้า และการส่งออกไม่ขยายตัว(แต่ได้ดุลด้านบริการ) โดยในปี 2546 มีมูลค่าการส่งออก 70.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า 84.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าออกที่สำคัญ
ได้แก่ ถ่านหิน ทองคำ แร่เหล็ก น้ำมันดิบ อะลูมิเนียมออกไซด์ โดยมีตลาดสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น ร้อยละ 18.2 สหรัฐฯ ร้อยละ 8.8 จีน ร้อยละ 8.4 นิวซีแลนด์ ร้อยละ 7.6 และสาธารณรัฐเกาหลี ร้อยละ 7.5

สินค้านำเข้าที่สำคัญ
ได้แก่ รถยนต์นั่ง น้ำมันดิบ คอมพิวเตอร์ เครื่องบิน ยารักษาโรค โดยตลาดนำเข้าสำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ร้อยละ 15.8 ญี่ปุ่น ร้อยละ 12.5 จีน ร้อยละ 11.0 เยอรมนี ร้อยละ 6.1 และสหราชอาณาจักร ร้อยละ 4.2
- การลงทุน ออสเตรเลียลงทุนในต่างประเทศมีมูลค่า 499,954 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ในปี2545 และมีประเทศต่าง ๆ เข้ามาลงทุนในออสเตรเลียมูลค่า 16.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นับว่าสูงที่สุด ในรอบ 10 ปี และ 7.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2546 และมูลค่าการลงทุนต่างประเทศสะสม 130.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 25 ของ GDP ในระยะหลังๆ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่เข้าไปลงทุน มากที่สุด ประมาณร้อยละ 27 ในปี 2545 โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนภาคบริหารจัดการและเหมืองแร่ ในขณะที่สหภาพยุโรปมีการลงทุนสะสมร้อยละ 23 และญี่ปุ่น ร้อยละ 9

ภาวะเศรษฐกิจออสเตรเลียในปี 2547-2548

- ภูมิภาคเอเชีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (ไม่รวมญี่ปุ่น) จะเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่อเนื่องในปี 2547-2548 เฉลี่ยประมาณร้อยละ 6.2% ในปี 2547-2548 ในขณะที่อัตราการเจริญเติบโตเศรษฐกิจโลกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3.8 ในปี 2546 ร้อยละ 4.6 ในปี 2547 และลดลงเล็กน้อยที่ประมาณร้อยละ 4.1 ในปี 2549 อัตราการเติบโตของการค้าโลกจะสูงประมาณร้อยละ 4.9 และ 7.5 ในปี 2547-48 ซึ่งมีปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ OECD
- การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงมีอัตราร้อยละ 3 ในปี 2546 และคาดว่าจะสูงขึ้นอยู่ที่ประมาณร้อยละ 4.2 ในปี 2547 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์ภายนอกประเทศ ผลผลิตการเกษตรดีขึ้น แต่ในปี 2548 การเติบโตจะชะลอตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากการเติบโตในภาคการก่อสร้างและ การบริโภคอสังหาริมทรัพย์จะลดลง
- ในปี 2546 การบริโภคภาคเอกชนสูงขึ้นร้อยละ 4.3 ซึ่งเป็นผลจากอัตราการว่างงานต่ำ อัตราดอกเบี้ยต่ำและอสังหาริมทรัพย์มีราคาเพิ่มสูงขึ้น แต่ในปี 2547-2548 อัตราการบริโภค จะลดลงเพราะอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้น เพื่อลดการเป็นหนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีการใช้จ่ายสูง ต่อเนื่องมาหลายปี อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตของการลงทุนโดยรวมขยายตัวร้อยละ 9.3 ในปี 2546 ซึ่งสะท้อนถึงภาคการก่อสร้างที่เติบโต ความสามารถทางอุตสาหกรรม มีโครงการใหม่ทางด้านอุตสาหกรรมและผลผลิตการเกษตรดีขึ้น และแม้ว่าภาครัฐจะสนับสนุนการลงทุนมากขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไป
ในปลายปี 2547 แต่การเติบโตของการลงทุนในปี 2547 จะลดลงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 5.8 อันเนื่อง มาจากการก่อสร้างที่อยู่อาศัยซึ่งคาดว่าจะลดลงนับตั้งแต่ครึ่งปี 2547 เป็นต้นไป และคาดว่าจะลดลง อยู่ที่ร้อยละ 3.2 ในปี 2548 ในขณะเดียวกันคาดว่าการส่งออกสินค้าและบริการจะเติบโตขึ้นอีกกว่า ร้อยละ 8 ในปี 2547-2548 แม้ว่าออสเตรเลียอาจจะเสียเปรียบในด้านการแข่งขัน การส่งออกไม่สูงขึ้น และการที่อุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัวลงเล็กน้อย จะทำให้ออสเตรเลียนำเข้าสินค้าลดลง
- การที่ออสเตรเลียประสบปัญหาความแห้งแล้ง อุปทานภายนอกประเทศลดลงและการเพิ่มของ อุปสงค์ภายในประเทศ ทำให้ออสเตรเลียขาดดุลการค้าเพิ่มมากขึ้นในปี 2546 และผลกระทบจากภัยแล้ง ดังกล่าวและการลงทุนในการผลิต จะทำให้ขาดดุลการค้าต่อเนื่องในปี 2547-2548 (การประเมินของ Economist Intelligence Unit คาดว่ามูลค่าการขาดดุลประมาณ 9.9 และ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ) แต่ดุลการค้าอาจจะดีขึ้นเล็กน้อย หากสามารถกลับมาผลิตสินค้าเกษตรสำคัญได้ เช่น ข้าวและธัญพืชต่างๆ พืชผักและผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ซึ่งจะทำให้ออสเตรเลียส่งออกได้มากขึ้น และมีการ นำเข้าลดลง นอกจากนี้ ความกลัวในการเดินทางจากความขัดแย้งในสงครามอิรัก ภัยจากการก่อการร้าย และความหวาดกลัวโรค SARS ทำให้มีนักท่องเที่ยวไปออสเตรเลียลดลงในปี 2546 แม้ว่าจะมีปัจจัยบวก ในช่วงปลายปีจากการที่ออสเตรเลียเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรักบี้โลกก็ตาม คาดว่าสถานการณ์อุตสาหกรรมท่องเที่ยวออสเตรเลียในปีต่อไปจะดีขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการได้ดุลภาคบริการของประเทศ ซึ่งหากการขาดดุลการค้าลดลงและการเกินดุลภาคบริการคาดว่าจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลลดลงจากร้อยละ 6 ของ GDP ในปี 2546 เหลือประมาณร้อยละ 4.6 ในปี 2547
และ 4.4 ในปี 2548

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเครือรัฐออสเตรเลีย

ความสัมพันธ์ทั่วไป

ไทยกับออสเตรเลียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2495 โดยมีสถาน เอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา มีเขตอาณาดูแลสาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ สาธารณรัฐวานูอาตูและหมู่เกาะโซโลมอน ความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสองเป็นไปอย่างราบรื่นและฉันท์มิตร และที่มีความโดดเด่นมากคือ ด้านการเมือง ความมั่นคง และการทหาร มีการส่งเสริมความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี รวมถึงการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำระดับสูงระหว่างกันเรื่อยมา ปัจจุบัน นางสาวสุจิตรา หิรัญพฤกษ์ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา และ Mr. Miles Kupa ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย
นอกจากนี้ ไทยมีสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ (รัฐนิวเซาท์เวลส์) โดยมีนายสุรพันธุ์ บุญยมานพ ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ และมีสถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ประจำออสเตรเลีย 4 แห่ง ได้แก่ นครเพิร์ท (รัฐออสเตรเลียตะวันตก) นครเอดิเหลด (รัฐออสเตรเลียใต้) นครบริสเบน (รัฐควีนส์แลนด์) และ นครเมลเบิร์น (รัฐวิคตอเรีย) และกำลังพิจารณาแต่งตั้งกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ประจำนครโฮบาร์ต (รัฐแทสมาเนีย) เพิ่มอีกแห่ง รวมทั้งมีสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศและสำนักงานการท่องเที่ยวประจำที่นครซิดนีย์ ออสเตรเลียมีสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) และ อยู่ระหว่างการดำเนินการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำจังหวัดเชียงใหม่

เศรษฐกิจและการค้า


การค้าระหว่างไทย - ออสเตรเลีย

1 การค้ารวม ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา (2542-2546) การค้ารวมมีมูลค่าเฉลี่ย 2,931.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2546 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 3,728.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว เพิ่มขึ้นจากปี 2545 ร้อยละ 18.92 โดยไทยนำเข้า 1,568 ดอลลาร์สหรัฐ และไทยส่งออก 2,160.2 ดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 592.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ การค้าระหว่างไทยกับออสเตรเลียมีสัดส่วนร้อยละ 2.40 ของมูลค่าการค้าของไทยกับโลก โดยออสเตรเลียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 11 ของไทย และไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 13 ของออสเตรเลีย และในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2547 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 1,744.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.2 เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยไทย ส่งออกไปออสเตรเลีย มูลค่า 936.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 808.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าแล้ว 127.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

2 การส่งออก
ในปี 2542-2546 การส่งออกมีมูลค่าเฉลี่ย 1,623.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจนถึงปี 2543 และลดลงในปี 2544 และขยายตัวอีกครั้งจนถึงปี 2545 ซึ่งการส่งออกมีมูลค่า 2,160.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2545 ร้อยละ 31.61 ในช่วง 5 เดือนแรก(ม.ค.-พ.ค.) ของปี 2547 ไทยส่งออกสินค้าไปออสเตรเลีย มูลค่า 936 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 13.9 เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน

สินค้าส่งออกที่สำคัญ
ได้แก่ รถยนต์/อุปกรณ์เเละส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องปรับอากาศเเละส่วนประกอบ เหล็ก/เหล็กกล้าเเละผลิตภัณฑ์ อัญมณีและเครื่องประดับผลิตภัณฑ์พลาสติก เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องคอมพิวเตอร์/อุปกรณ์เเละส่วนประกอบ น้ำมันดิบ เป็นต้น

3 การนำเข้า
ในปี 2542-2546 การนำเข้ามีมูลค่าเฉลี่ย 1,308.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2546 การนำเข้ามีมูลค่า 1,568.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2545 ร้อยละ 4.97 ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2547 ไทยนำเข้าสินค้าจากออสเตรเลีย มูลค่า 808.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 38.81 เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน

สินค้านำเข้าที่สำคัญ
ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สินเเร่โลหะอื่นๆ เเละเศษโลหะ เส้นใยใช้ในการทอ ธัญพืชและธัญพืชสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ เหล็กและเหล็กกล้า หนังดิบเเละหนังฟอก ผลิตภัณฑ์นม เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก เป็นต้น

4 ปัญหาและอุปสรรคการค้า

- มาตรการด้านสุขอนามัย (quarantine measures) ของออสเตรเลียมีความเข้มงวดมาก โดยอ้างว่าเป็นประเทศเกาะ ทำให้สินค้าเกษตรของไทย เช่น ผัก (พริกและผลิตภัณฑ์พริก)ผลไม้สด (ทุเรียน มะม่วง และมังคุด เป็นต้น) ไก่ต้มสุกแช่แข็ง ไม่สามารถเข้าไปจำหน่ายได้
- กฎหมายควบคุมคุณภาพอาหารตาม Australian Food Standard Code ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการกักกัน (quarantine) และตรวจสอบ (inspection) คุณภาพอาหารนำเข้ามีความเข้มงวด โดยแบ่งประเภทอาหารเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง กลาง และต่ำ หากพบว่าผู้ส่งออกไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดจะส่งสินค้ากลับ หรือทำลาย ทำให้ต้นทุนสินค้าสูง
- ออสเตรเลียใช้เวลาพิจารณาเปิดตลาดสินค้าเกษตรจากไทยนานมาก และมักจะกำหนด มาตรฐานที่สูงกว่ามาตรฐานสากล และไม่สามารถปฏิบัติได้ในเชิงพาณิชย์ เช่น กรณีเนื้อไก่สุกและทุเรียน เป็นต้น
- การใช้มาตรการทางภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping Duties) ในกรณีที่ ผู้ผลิตในประเทศร้องเรียนต่อรัฐบาลว่าสินค้านำเข้าก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าไทย 6 รายการที่ถูกใช้มาตรการนี้ คือ สินค้าพลาสติก (PVC) ท่อเหล็กชุบสังกะสี (Galvanized Steel Pipe) น้ำสับปะรดเข้มข้นและสับปะรดกระป๋อง (Pineapple Concentrate and Canned Pineapple) สินค้าชั้นเหล็กชนิดถอดประกอบ (Certain Steel Shelving Kits) สินค้า Certain Hot Rolled Structural Steel และสินค้า Linear
Low Density Polyethylene
- สินค้าไทยถูกแย่งตลาดจากจีน และอินโดนีเซีย เนื่องจากราคาสินค้าถูกกว่า เช่น รองเท้า เสื้อผ้าสำเร็จรูป และของเด็กเล่น รวมทั้งข้าว ซึ่งออสเตรเลียสามารถผลิตได้เอง
5 การจัดทำความตกลงการค้าเสรี (Thailand-Australia Freee Trade Agreement – TAFTA)
- ไทยและออสเตรเลียได้ลงนามความตกลงการค้าเสรี (Thailand-Australia Free Trade Agreement : TAFTA) เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2547 ระหว่างการเยือนออสเตรเลียของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี วันที่ 4 – 6 กรกฎาคม 2547

ประโยชน์ที่ไทยได้รับ

- การค้าระหว่างไทยกับออสเตรเลียจะขยายตัวมากขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2546 การค้าระหว่างไทยกับออสเตรเลียมีมูลค่า 3,728 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 2.4 ของมูลค่าการค้ารวมของไทย เป็นมูลค่าการส่งออกไปออสเตรเลีย 2,160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากออสเตรเลีย 1,568 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าสำคัญที่ไทยจะได้รับประโยชน์และส่งออกได้เพิ่มขึ้นในวันที่ความตกลง มีผลบังคับใช้ ได้แก่ ผักและผลไม้สด (ซึ่งออสเตรเลียประกาศอนุญาตให้นำเข้าลิ้นจี่ และลำใยสดจากไทยก่อนที่ความตกลงจะมีผลบังคับใช้) รถปิกอัพและรถยนต์ขนาดเล็ก เคมีภัณฑ์พลาสติก อาหารสำเร็จรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป คิดเป็นมูลค่าการส่งออกไปออสเตรเลียในปี 2546 ประมาณ 1,378 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ผลจากการที่ออสเตรเลียเปิดตลาดการค้าบริการและการลงทุนให้ไทย ทำให้ ธุรกิจไทยที่มีศักยภาพในการส่งออก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ SME อาทิ ธุรกิจซ่อมรถยนต์ สถาบันสอนภาษาไทย สถาบันสอนทำอาหาร ร้านอาหารไทย และธุรกิจผลิตสินค้าทุกประเภท สามารถเข้าไปจัดตั้งและประกอบธุรกิจในออสเตรเลียได้มากขึ้น และการที่ออสเตรเลียผ่อนปรนเงื่อนไขการเข้าไปทำงาน ทำให้คนไทยสามารถเข้าไปทำงานได้สะดวกขึ้นเป็นการสร้างรายได้และนำเงินตราต่างประเทศ เข้าประเทศได้มากขึ้น
- สำหรับการเปิดตลาดการค้าบริการและการลงทุนของไทย จะเป็นประโยชน์ ต่อไทย เนื่องจากเป็นการเปิดตลาดในธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนสูง ซึ่งส่วนใหญ่ไทยต้องการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อเอื้อต่อนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการท่องเที่ยวในภูมิภาค - ในระยะยาว ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศจะมีมากขึ้น ความต้องการลงทุนของออสเตรเลียในไทยจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของออสเตรเลียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี 2546 มีมูลค่าการลงทุน 394 ล้านบาท และในช่วง ไตรมาสแรกของปี 2547 มีโครงการลงทุนออสเตรเลียที่ได้รับอนุมัติแล้วทั้งสิ้น 1,228.5 ล้านบาท

สินค้าสำคัญที่ออสเตรเลียจะได้ประโยชน์

- สินค้าสำคัญที่ออสเตรเลียจะได้รับประโยชน์และส่งออกได้เพิ่มขึ้นในวันที่ความ ตกลงมีผลบังคับใช้จากการเปิดตลาดของไทย ได้แก่ พลาสติก เหล็ก ข้าวสาลีและมอลต์ เชื้อเพลิง ทองแดง นมและผลิตภัณฑ์นม รถยนต์ขนาดใหญ่ อาหารสัตว์ สังกะสี ไวน์ และเนื้อวัว คิดเป็นมูลค่า ที่ไทยนำเข้าจากออสเตรเลียในปี 2546 ประมาณ 616 ล้านดอลลาร์สหรัฐภาคอุตสาหกรรมไทยที่อาจได้รับผลกระทบและจะต้องมีการปรับตัว
- อุตสาหกรรมโคเนื้อ โคนม และผลิตภัณฑ์นม ซึ่งมีเกษตรกรรายย่อยเป็นจำนวนมากมีระบบการผลิตที่ยังไม่มีประสิทธิภาพในการแข่งขันกับสินค้าประเภทเดียวกันที่นำเข้าจากออสเตรเลีย จึงต้องมีการปรับตัวให้ได้ภายใน 15-20 ปี

6 การลงทุนและการท่องเที่ยว
- ออสเตรเลียได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.8 ของมูลค่าการลงทุนรวมจากต่างประเทศมูลค่า 41,902.4 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในภาคบริการ ส่วนด้านการท่องเที่ยวในปี 2546 มีนักท่องเที่ยวออสเตรเลียเดินทางมาประเทศไทยจำนวน 291,872 คน คิดเป็นร้อยละ 2.92 ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศทั้งหมดที่เดินทางมาประเทศไทย ซึ่งลดลงถึงร้อยละ 20.86 โดยนักท่องเที่ยวออสเตรเลียมีวันพักเฉลี่ย 11.28 วันและมีการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อวันประมาณ 3,486.61 บาท นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปออสเตรเลีย จำนวน 62,312 คน ลดลง ร้อยละ 4.57


รู้จักกับเมืองต่างๆ ในออสเตรเลีย

รัฐนิวเซาธ์เวลส์(New South Wales)

นิวเซาธ์เวลส์ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ของประเทศ เป็นรัฐอุตสาหกรรมที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ในออสเตรเลีย มีเมืองหลวงคือซิดนีย์ (Sydney) เป็นเมืองที่เก่าแก่ และใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียเมืองซิดนีย์ รัฐนี้มีประชากรหนาเเน่นมากที่สุด และเป็นเมืองที่มีคนไทยมากที่สุดด้วย มีชื่อในเรื่องชายหาดของเมืองที่สวยงาม และงานเทศกาลต่างๆ และเป็นเมืองศูนย์กลางของความเจริญ ทางด้านธุรกิจของประเทศที่สำคัญที่สุด รวมถึงเป็นรัฐ ที่มีการพัฒนาทางอุตสาหกรรมมากที่สุด ในออสเตรเลีย ซึ่งทำให้ซิดนีย์มีค่าครองชีพสูงสุด ในประเทศออสเตรเลียในปี ค.ศ 2000 ประเทศออสเตรเลีย เป็นเจ้าภาพจัดงานการแข่งขันโอลิมปิคขึ้นที่เมืองซิดนีย์ นอกจากนี้ยังมีเมืองอื่นๆ ในรัฐนิวเซาธ์เวลส์อีก เช่น เมือง Armidale เมือง Newcastle เมือง Wollongong เป็นต้น รัฐนิวเซาธ์เวลส์ ตั้งอยู่ในเขตอากาศแบบสบาย มีสภาพภูมิอากาศที่ไม่ร้อนจัด หรือหนาวจัด ฤดูร้อนในเมืองซิดนีย์จะอบอุ่นแบบค่อนข้างร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่ 18-26 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวจะไม่หนาวมาก อุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่ 7-18 องศาเซลเซียส
สถานที่สำคัญ
ซิดนีย์ โอเปรา เฮาส์ (Opera House) พิพิธภัณฑ์ทางศิลปะ หอชมวิว สะพานเชื่อมระหว่างซิดนีย์และนอร์ธซิดนีย์(Sydney Harbour Bridge)

รัฐวิคตอเรีย (Victoria)

รัฐวิคตอเรียตั้งอยู่ทางใต้ ของรัฐนิวเซาธ์เวลส์ รัฐนี้ได้ชื่อว่า Garden State เนื่องจากมีสวนสาธารณะมากกว่ารัฐอื่น แต่มีประชากรหนาแน่นที่สุด เป็นรัฐที่เล็กเป็นอันดับสองของออสเตรเลีย มีประชากรอาศัยอยู่ในรัฐนี้คิดเป็นร้อยละ 26 ของชาวออสเตรเลียทั้งหมดนครหลวงเมลเบิร์น (Melbourne) แห่งรัฐวิคตอเรีย เป็นเมืองเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสอง เป็นศูนย์กลางที่มีชื่อเสียงทางด้านศิลปวัฒนธรรม การเงิน และการคมนาคม เนื่องจากมีท่าอากาศยานนานาชาติ ท่าเรือโดยสารและขนส่ง และทางรถไฟเชื่อมระหว่างรัฐใกล้เคียงต่างๆพื้นที่ประมาณร้อยละ 36 ของรัฐวิคตอเรียเป็นป่าไม้ แม่น้ำ Murray เป็นแม่น้ำที่มีความยาวที่สุดของรัฐ และมีทะเลสาบขนาดใหญ่หลายแห่ง รัฐวิคตอเรียมีชายฝั่งที่ทอดยาวกว่า 1000 ไมล์ เป็นแนวกั้นระหว่างมหาสมุทรทางตอนใต้ และช่องแคบ Bass รวมทั้งแยกระหว่างออสเตรเลียบนพื้นแผ่นดินใหญ่ และเกาะทัสมาเนีย อุณหภูมิในช่วงฤดูร้อน ของเมืองเมลเบิร์นอยู่ตั้งแต่ 13-25 องศาเซลเซียส ในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิ เฉลี่ยอยู่ที่ 5-13 องศาเซลเซียส
สถานที่สำคัญ
ศูนย์ศิลปการแสดงหรือหอศิลป์ (National Gallery of Victoria) ศูนย์แสดงคอนเสริต์ (Melbourne Concert Hall) ถนนสายเรียบมหาสมุทร เสาหิน

รัฐควีนสแลนด์ (Queensland)

รัฐควีนสแลนด์ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือและเป็นรัฐที่ใหญ่เป็นอันดับสอง และมีประชากรมากเป็นอันดับสามของประเทศ ประชากรกว่า 1 ใน 3 ของรัฐอาศัยอยู่ในเมืองบริสเบน(Brisbane)ซึ่งเป็นเมืองหลวง และเป็นเมืองใหญ่อันดับสามของประเทศ ควีนสแลนด์ได้ชื่อว่าเป็นรัฐแห่งแสงแดด(Sunshine State) แหล่งทำกิจกรรมต่างๆมีศูนย์กลางบนฝั่งแม่น้ำบริสเบนเช่น ภัตตาคารริมน้ำ ตลาดต่างๆ สวนสาธารณะ และทางเดินริมแม่น้ำเกาะ Moreton เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีทะเลสาบ ชายหาดที่เงียบสงบ ห่างจากเมืองบริสเบนไปทางใต้ประมาณหนึ่งชั่วโมง จะเป็นแนวมหาสมุทรแปซิฟิคหรือที่รู้จักกันว่า โกลด์โคสต์ (Gold Coast)ที่มีชายฝั่งเหมาะสำหรับการเล่นกระดานโต้คลื่นพร้อมมีรีสอร์ทที่พัก ถ้าห่างจากเมืองบริสเบน ไปทางเหนือประมาณหนึ่งชั่วโมงก็เป็น ซันชายน์โคสต์ (Sunshine coast)ซึ่งมีชายหาด และที่พักเป็นที่นิยมเช่นเดียวกัน เดอะ เกรทเบริเออรีฟตั้งอยู่บนชายฝั่ง ในรัฐควีนสแลนด์ มีความยาวถึง 1,250 ไมล์ ที่ประกอบไปด้วยปะการังนับพันตลอดแนว ตั้งแต่ตอนเหนือไปจนถึงทางตอนใต้ของเกรดสโตน และยังมีสิ่งชีวิตใต้น้ำรวมทั้งหมดถึง 30,000 ชนิดเลยทีเดียว ณ เดอะเกรทเบริเออรีฟ(Grate Barrier Reefs) แห่งนี้จะมีแสงแดดเกือบตลอดปี และมีอุณหภูมิเฉลี่ยใกล้เคียงกับ เมืองบริสเบน ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20-30 องศาเซลเซียส ส่วนในฤดูหนาวจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 9-20 เซลเซียส

สถานที่สำคัญ
ศูนย์วัฒนธรรม Queensland Cultural Centre และ South Bank Parklands


รัฐออสเตรเลียใต้ (South Australia)

สภาพภูมิประเทศของรัฐออสเตรใต้ มีความหลากหลายตั้งแต่ ที่เป็นพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูก จนถึงพื้นที่ทะเลทราย เมืองอะดิเลด (Adelaide) คือ เมืองหลวงของออสเตรเลียตอนใต้ เป็นเมืองที่รู้จักกันในฐานะ ของเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรม เมืองนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองเเห่งเทศกาล มีอาคารที่ได้รับการสร้างขึ้น ด้วยสถาปัตยกรรมที่ทำให้เห็นถึง ประวัติศาสตร์ในอดีตกาลของบ้านเมือง ยังรวมไปถึงความงดงามทางธรรมชาติ ทั้งหุบเขาน้อยใหญ่ และชายหาดที่หากจากใจกลางเมือง เพียงครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมงขึ้นไปทางเหนือของอะดิเลด ท่านยังสามารถสัมผัส ถึงความอุดมสมบูรณ์และพรั่งพร้อม ในธรรมชาติของหุบเขา Barossa ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไวน์ได้ถึง 445 ล้านลิตร ภายในผืนแผ่นดินของเมือง เองก็ยังมีทะเลสาบถึง 3 แห่ง คือ Eyrie, Gardiner และ Torrens รวมไปถึงธรรมชาติอย่างแม่น้ำ Murray และแนวภูเขา Mount Lofty อะดิเลดมีอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน คือร้อนแห้งในฤดูร้อนอากาศสบายๆ ในฤดูใบไม้ร่วงและใบไม้ผลิ อากาศเย็น และชื้นในฤดูหนาวสำหรับอุณหภูมิจะเฉลี่ยอยู่ที่ 16 -30 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน และ 7 - 15 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว
สถานที่สำคัญ
แหล่งรวมพิพิธภัณฑ์ ศูนย์ศิลปะ ตึกรัฐสภา

รัฐออสเตรเลียตะวันตก (Western Australia)

รัฐออสเตรเลียตะวันตกเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุด ในประเทศออสเตรเลีย (มีพื้นที่ประมาณหนึ่งในสามของประเทศ) มีประชากรเพียงประมาณหนึ่ง ในสิบสองของจำนวนประชากรทั้งหมด เป็นรัฐที่มีการทำเหมืองแร่ เป็นอุตสาหกรรมหลัก ซึ่งสามารถทำรายได้ เป็นหนึ่งในสี่ของประเทศ และมีชายฝั่งทะเลยาวถึง 12,500 กิโลเมตร อาชีพสำคัญคือ การทำประมง และทำเหมืองเเร่ รวมถึงเป็นเมืองที่ผลิตเพชร เป็นอันดับสามของโลก เมืองเพิร์ธ (Perth) หรือ เมืองหลวงของรัฐออสเตรเลียตะวันตก อยู่ห่างจากอะดิเลดเป็นระยะทาง 1,500 ไมล์ นับว่าเป็นเมืองหลวงที่อยู่ใกล้กับประเทศเพื่อนบ้าน ทางด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สุด (ใช้เวลาเดินทางเพียง 6 ชั่วโมงครึ่ง มีเวลาต่างกับประเทศไทยเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ) หากเทียบกับเมืองหลวงอื่นๆ ในประเทศเพิร์ธ มีอุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูร้อนที่ 17 - 29 องศาเซลเซียส และ 8 - 17 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว
สถานที่สำคัญ
โรงกษาปณ์ Perth Mint ชมทัศนียภาพของตัวเมือง สวนดอกไม้ขนาดใหญ่และฝูงหงส์ดำที่อุทยาน

รัฐแทสมาเนีย (Tasmania)

แทสมาเนีย เป็นเกาะทางตอนใต้ ของผืนแผ่นดินประเทศออสเตรเลีย ล้อมรอบไปด้วยเกาะเล็กๆ จำนวนหนึ่ง ซึ่งที่สำคัญที่สุดคือ เกาะ King และ Flinders มีประชากรประมาณร้อยละสี่สิบ ของชาวทัสมาเนียนอาศัยอยู่ในเมืองโฮบาร์ต (Hobart) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐ มีอากาศหนาวที่สุด สภาพภูมิอากาศเป็นหุบเขา และที่ราบสูง ทิงทัศน์สวยงามยิ่ง จนได้รับการขนานนามว่า เป็นสวิตเซอร์แลนด์ของออสเตรเลีย ภูเขา Wellington ได้ถูกสร้างให้เป็นเมือง ประกอบไปด้วยตลาด ร้านค้าและคาเฟ่ต่างๆ วัฒนธรรมและสถาปัตยากรรมในแทสมาเนีย ได้สะท้อนให้เห็นถึงสหราชอาณาจักรในยุคก่อน ภูมิประเทศโดยมากจะเป็นภูเขา กิจกรรมกลางแจ้งจะเป็นที่นิยมกัน เป็นอย่างมากรัฐแทสมาเนียมีสภาพภูมิอากาศ แบบชายฝั่งทะเล เมืองโฮบาร์ตมีอุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูร้อนอยู่ที่ 11 - 21 องศาเซลเซียส และ 4 - 11 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว
สถานที่สำคัญ
สถานประวัติศาสตร์ Salamanca Place ซึ่งมีโกดังหินทรายโบราณ ตลาดสดกัลลาลี แสดงศิลปหัตถกรรม และหมู่บ้านชาวประมงดั้งเดิม

มณฑลนครหลวงออสเตรเลีย (Australian Capital Territory หรือ ACT)

มณฑลนครหลวงออสเตรเลีย เป็นที่ตั้งของเมืองแคนเบอร์รา(Canberra) เมืองหลวงของประเทศ และใช้เวลาในการเดินทาง โดยรถจากตัวเมืองซิดนีย์ (เมืองหลวงของรัฐนิวเซาธ์เวลส์) 3ชั่วโมง เมืองแคนเบอร์ราเป็นเมือง ที่ทันสมัย และมีค่าครองชีพอยู่ในระดับปานกลาง อีกทั้งยังได้รับการวางผังเมือง เป็นระเบียบล้อมรอบทะเลสาป ที่ขุดสร้างขึ้นฤดูร้อน ในแคนเบอร์รามีอากาศแห้ง และร้อนพอควร โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่ 12-28 องศาเซลเซียส ในช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 0-13 องศาเซลเซียส โดยระหว่างวันจะมีแสงแดด และท้องฟ้าแจ่มใสปรอดโปร่ง
สถานที่สำคัญ
ตึกรัฐสภา หอสมุดแห่งชาติ หอแสดงศิลปแห่งชาติ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแห่งออสเตรเลีย สถานฑูตไทย
หอกษาปณ์ The Australia National Botanic Gardens Casino Canberra และหอคอย เป็นต้น

มณฑลตอนเหนือ( Northern Territory)

มณฑลตอนเหนือ มีเมืองดาร์วิน (Darwin) เป็นเมืองหลวงของมณฑล ณฑลแถบนี้เป็นถิ่น ที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของชาวเผ่าพี้นเมือง อะบอริจิน ตัวเมืองสมัยใหม่ และสามารถอำนวยความสะดวกสบาย ได้เท่าเทียมกับเมืองอื่นๆ แต่ยังจรรโลงวัฒนธรรม ดั้งเดิมแบบอะบอริจินไว้ มีอุทยานเเห่งชาติที่สวยงาม
พื้นที่มณฑลตอนเหนือ มีอาณาเขตเท่ากับหนึ่งในห้าของทวีป พื้นที่นี้ประกอบไปด้วยพื้นที่ส่วนที่เป็นหินไปจนถึงหุบผาใหญ่ เนินทรายขนาดใหญ่ที่ถูกพายุพัดพามา ทะเลสาบขนาดลึกและใหญ่ แม่น้ำที่เชี่ยวกราก ช่องแคบระหว่างเขาขนาดใหญ่ และ หน้าผาที่สูงชัน เมืองดาร์วินเป็นเมืองหลวง แห่งมณฑลตอนเหนือ เป็นเมืองที่ค่อนข้างสงบและสบายๆ ท่ามกลางศูนย์เทคโนโลยีสมัยใหม่ด้วยระยะทาง ที่ไม่ไกลจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย ปาปัวนีกินี และสิงคโปร์ ดาร์วินจึงเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันรวมกันอยู่มีทั้งตลาดนัด ร้านขายอาหารริมทาง และงานฉลองในเมืองต่างๆ ณ เกือบจุดศูนย์กลางของรัฐจะเป็น เมือง Alice springs อันขึ้นชื่อ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น สำหรับนักท่องเที่ยว ในการไปชมความยิ่งใหญ่ของ Ayres Rock (หินที่ใหญ่ที่สุดในโลก) รวมทั้งความใหญ่โตหรูหราของ Olgas และพื้นที่รอบๆ ภายในมณฑลตอนเหนือนี้ อากาศจะร้อนชื้นเป็นอย่างมากในฤดูร้อน แถบชายฝั่งรอบๆเมืองดาร์วินจะอยู่ในลักษณะ ของเขตร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 25 - 35 องศาเซลเซียส และ 19 - 30 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว
สถานที่สำคัญ
Alice Springs ที่หลายคนรู้จักในนามของ Red Centre พิพิธภัณฑ์เเห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 และศูนย์อารยธรรมที่สำคัญ ของชาวอะบอริจินนี วนอุทยาน Kakadu National Park

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ   คลิกที่นี่