Make your own free website on Tripod.com

















 

สหภาพพม่า
Union of Myanmar

ข้อมูลทั่วไป

รูปแบบการปกครอง
เผด็จการทหาร (Military Council) โดยสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (State Peace and Development Council - SPDC)
ประมุข พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย (Senior General Than Shwe) ประธานสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ

หัวหน้ารัฐบาล
พลเอกขิ่น ยุ้น นายกรัฐมนตรี

รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ
อู วิน อ่อง (U Win Aung)

รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ
อู คิน หม่อง วิน (U Khin Maung Win)

รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ
อู จ่อ ตู (๊U Kyaw Thu)

วันชาติ
4 มกราคม 2491 (วันได้รับเอกราชจากอังกฤษ)

เมืองหลวง
กรุงย่างกุ้ง (Yangon)

เขตการปกครอง
แบ่งการปกครองเป็น 7 รัฐ (state) (เขตที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อย) และ 7 ภาค (division) (เขตที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นเชื้อสายพม่า)

พื้นที่
676,577 ตร.กม. (ใหญ่กว่าไทยประมาณ 1/5 เท่า)ทิศเหนือ ติดต่อกับทิเบตและแคว้นยูนนานของจีน ทิศตะวันออก ติดต่อกับแคว้นยูนนานของจีน ลาว และไทย ทิศตะวันตก ติดต่อกับอินเดีย บังคลาเทศ ทิศใต้ ติดต่อกับไทย

ประชากร
50 ล้านคน มีเผ่าพันธุ์ประมาณ 135 เผ่าพันธุ์

เศรษฐกิจการค้า
ระบบเศรษฐกิจ
อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนส่วนกลางเป็นระบบตลาด เริ่มตั้งแต่สิงหาคม 2531 (แต่ยังไม่คืบหน้ามากนัก)

เงินตรา/อัตราแลกเปลี่ยน
สกุลจั้ต (Kyat) (2545) 6.5 จั้ต ต่อดอลลาร์สหรัฐ (อัตราทางการ) 990 -1,200 จั้ต ต่อดอลลาร์สหรัฐ (อัตราตลาดเมื่อสิงหาคม 2546)

รายได้ต่อหัว
79 ดอลลาร์สหรัฐ (2545)

GDP
4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2545)

GDP Growth
ร้อยละ 4.9 (2545)

อัตราเงินเฟ้อ
ร้อยละ 53.7 (2545)

การลงทุนจากต่างประเทศ
สิงคโปร์ (อันดับ 1) รองลงมาคือ อังกฤษ ไทย

ตลาดส่งออกสำคัญ
ไทย (อันดับ 1) รองลงมาคือ อินเดีย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และมาเลเซีย

สินค้าออกที่สำคัญ
ก๊าซธรรมชาติ ถั่ว ไม้สักและผลิตภัณฑ์ไม้ ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ และข้าว

แหล่งนำเข้าสำคัญ
สิงคโปร์ (อันดับ 1) รองลงมาคือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย และจีน

สินค้าเข้าที่สำคัญ
เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ โลหะและผลิตภัณฑ์โลหะ น้ำมันดิบ เครื่องใช้ไฟฟ้า น้ำมันพืช

การลงทุนในพม่า
1. นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนในพม่าได้ทั้งในรูปแบบที่ต่างชาติเป็นเจ้าของ 100% (100% foreign owned) หรือในรูปของการร่วมลงทุน (joint venture)กับนักลงทุนท้องถิ่น โดยนักลงทุนต่างชาติจะต้องร่วมทุนอย่างน้อยในอัตราร้อยละ 35ของ equity capital ทั้งหมด
2. นักลงทุนต่างชาติจะต้องลงทุนอย่างน้อย 500,000 ดอลลาร์สหรํฐ สำหรับธุรกิจอุตสาหกรรม (manufacturing) และ 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับธุรกิจบริการ(services)
3. ภายใต้กฎหมายการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Investment Law) ของพม่าซึ่งอยู่ในการควบคุมและดูแลของคณะกรรมาธิการการลงทุนของพม่า (Myanmar Investment Commission - MIC) นักลงทุนสามารถได้รับสิทธิต่าง ๆ ดังนี้
- ได้รับการยกเว้นภาษี (tax holiday) เป็นเวลา 3 ปี และสามารถขอขยายเวลาต่อได้
- ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับผลกำไรที่นำกลับมาลงทุน เป็นนระยะเวลา 1 ปี
- ให้คำนวนอัตราค่าเสื่อมสภาพ (accelerated depreciation rates) ได้ตามที่ได้รับการอนุมัติจาก MIC
- ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 50 จากรายได้ที่ได้จากการส่งออก
- สามารถชำระภาษีเงินได้ในนาม (on behalf) ของผู้เชี่ยวชาญและช่างเทคนิคชาวต่างชาติที่บริษัทจ้าง โดยสามารถนำรายจ่ายในส่วนนั้นมาหักออกจากรายได้พึงประเมินภาษีเงินได้
- ชำระภาษีเงินได้สำหรับลูกจ้างชาวต่างชาติได้ในอัตราเดียวกับประชาชนพม่า
- สามารถนำค่าใช้จ่ายในส่วนของการวิจัยและพัฒนามาหักออกจากรายได้พึงประเมินภาษีเงินได้ได้
- สามารถยกยอดผลประกอบการที่ขาดทุนไปรวมกับผลประกอบการของปีต่อ ๆ ไปได้เป็นระยะเวลา ๓ ปีติดต่อกัน หากผลประกอบการรวมยังขาดทุนอยู่
- ได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรและ/ หรือภาษีในประเทศอื่น ๆ สำหรับการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิต ในระยะ ๓ ปีแรกหลังจากเริ่มดำเนินการ
4. ธุรกิจต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในพม่าภายใต้กฎหมายการลงทุนจากต่างประเทศจะไม่ถูกยึดกิจการมาเป็นของพม่า (Shall not be nationalised)ทั้งนี้ พม่าอนุญาตให้จัดส่งเงินทุน (capital) และผลกำไรสุทธิ (net profit) กลับไปยังประเทศแม่ได้
5. นักลงทุนต่างชาติสามารถเช่าพื้นที่ดำเนินการระยะยาว (long term lease) ได้จากรัฐบาลพม่า โดยค่าเช่าพื้นที่ในพื้นที่อุตสาหกรรม (industrial zone) ของรัฐบาล อยู่ในอัตรา 3 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อตารางเมตรต่อปี


นโยบายเศรษฐกิจของพม่า

1. ส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก (ไม่ใช่การเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่) ทำให้ผลผลิตและการส่งออกของพืชเศรษฐกิจบางชนิด เช่น ข้าว ธัญพืช ฝ้าย อ้อย งา ถั่ว และดอกทานตะวันเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวยังไม่สามารถดำเนินการได้ผลเต็มที่ เนื่องจากไม่มีการเผยแพร่วิธีการเกษตรที่ทันสมัย ปุ๋ยและพันธุ์พืชที่ดีขาดแคลน พลังงานไม่เพียงพอ และราคาพืชตกต่ำ เนื่องจากรัฐบาลพม่าควบคุมราคาพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าว และอ้อย
2. ส่งเสริมการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า เช่น น้ำมัน (edible oil) และกระดาษ เพื่อลดการขาดดุลการค้าและรักษาปริมาณเงินทุนสำรองต่างประเทศ
3. ขยายภาคอุตสาหกรรมการผลิตให้หลากหลาย โดยรัฐบาลพม่าให้การส่งเสริมรัฐวิสาหกิจของพม่าในการผลิต เครื่องจักร ยานพาหนะและอุปกรณ์ โทรทัศน์ อุปกรณ์สื่อสาร สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า น้ำตาล ยาง ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์จากไม้ อย่างไรก็ดี รัฐบาลพม่าไม่ได้ให้การสนับสนุนในด้านนี้ต่อภาคเอกชน หรือนักลงทุนต่างชาติ
4. นอกจากนี้ รัฐบาลพม่าได้ออกมาตรการกีดกันทางการค้าอีกหลายประการ เพื่อลดการขาดดุลการค้าและรักษาปริมาณเงินทุนสำรองต่างประเทศ ดังนี้ ห้ามนำเข้าสินค้า15 รายการ ทางชายแดน (14 รายการ ทางทะเล) ผู้นำเข้าต้องมีรายได้จากการส่งออกการนำเข้าสินค้าจำเป็นต่อส้นค้าฟุ่มเฟือยต้องอยู่ในสัดส่วน ๘๐:๒๐ ห้ามบริษัทต่างชาติที่เป็น trading company นำเข้าและส่งออกสินค้า ไม่ต่อใบอนุญาตประกอบการให้บริษัทต่างชาติ และการนำเข้า-ส่งออกต้องกระทำผ่านธนาคารเท่านั้น (L/C) นอกจากนี้ มาตรการอื่น ๆ รวมถึงห้ามส่งออกสินค้า ๓๒ รายการ ทางชายแดน (๓๑ รายการ ทางทะเล) ห้ามนำเข้า จำหน่าย และบริโภคผงชูรสและเครื่องดื่มชูกำลัง และการปิดจุดผ่านแดนไทย-พม่า ในช่วงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ปกติ

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหภาพพม่า
ความสัมพันธ์กับไทย

สถาปนาความสัมพันธ์ 24 สิงหาคม 2491
พื้นที่ติดต่อกับไทย รัฐฉาน รัฐคะยา รัฐกะเหรี่ยง รัฐมอญ และมณฑลตะนาวศรี โดยติดกับ 10 จังหวัดของไทย ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง มีพรมแดนร่วมกันยาว 2,401 กม. (ปักปันเสร็จแล้ว 59 กม.)

กลไกความสัมพันธ์ทวิภาคี

(1) คณะกรรมาธิการร่วม (Joint Commission – JC) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วม เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ในภาพรวม จัดตั้งเมื่อมกราคม 2536 การประชุมครั้งล่าสุดคือ ครั้งที่ 6 เมื่อ 7-9 มกราคม 2545 ที่จังหวัดภูเก็ต
(2) คณะกรรมการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Committee – JBC)รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง การต่างประเทศของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วมเพื่อสำรวจ ปักปัน และแก้ปัญหาเขตแดนร่วมกัน จัดตั้งเมื่อ 2542 ประชุมครั้งล่าสุดคือครั้งที่ 5 เมื่อ 5-7มีนาคม 2545 ที่กรุงเทพฯ
(3) คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee – RBC)แม่ทัพภาคของทั้งสอง ประเทศเป็นประธานร่วม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและแก้ไขปัญหาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดนร่วมกันจัดตั้งเมื่อ 2532 ประชุมครั้งล่าสุดคือ ครั้งที่ 21 เมื่อ 22 - 24 สิงหาคม 2546 ที่ อ. ชะอำ จ. เพชรบุรี
(4) คณะกรรมการการค้าร่วม (Joint Trade Commission – JTC) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วม เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความ ร่วมมือทางการค้าระหว่างกันจัดตั้งเมื่อ 2533 ประชุมครั้งล่าสุดคือ ครั้งที่ 3 เมื่อ 18-19 มีนาคม 2545 ที่กรุงเทพฯ

การลงทุนไทยในพม่า เป็นลำดับที่ 3 รองจากสิงคโปร์และอังกฤษ มีมูลค่าการลงทุน (ตุลาคม 2542) 50.08 พันล้านบาท (1,252 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

การค้าไทยกับพม่า มูลค่าการค้าปี 2544 มีมูลค่า 51,533 ล้านบาท (ในจำนวนนี้เป็นการค้าชายแดน 40,536 ล้านบาท) โดยไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุล 5,524.9 ล้านบาท (เนื่องจากการชำระค่าก๊าซธรรมชาติที่ไทยซื้อจากพม่า)

สินค้าเข้าจากไทย
เครื่องดื่ม ปูนซิเมนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง เคมีภัณฑ์ ผ้าผืน เครื่องจักรกล หม้อแบตเตอรี่ เซรามิค สายไฟฟ้า สายเคเบิล เครื่องใช้ไฟฟ้า

สินค้าออกมาไทย
ไม้ซุงและไม้แปรรูป เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ กุ้งสดแช่เย็นและแช่แข็ง สินแร่โลหะ และเศษโลหะ เส้นใยใช้ในการทอ เครื่องแต่งเรือน หนังดิบและหนังฟอก

เอกอัครราชทูตไทย
นายอุ้ม เมาลานนท์ (Oum Maolanon) ประจำพม่า(เข้ารับหน้าที่ 12 มกราคม 2544)

เอกอัครราชทูตพม่า
นาย เมียว มิ้น (U Myo Myint) ประจำไทย (เข้ารับหน้าที่ 23 เมษายน 2544)


สถานการณ์ทั่วไปในพม่า
(1) การเมือง

- ปัญหาทางการเมืองภายในพม่าขณะนี้ มีรากมาจากความผันผวนของ กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจของพม่า ในช่วงกลางและปลายทศวรรษที่ 1980 โดยเฉพาะกระแสการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปสู่ระบอบ ประชาธิปไตยแต่ถูกฝ่ายกองทัพซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจเดิมทำการปราบปรามอย่างรุนแรงเมื่อปลาย ค.ศ. 1988 การจัดตั้งรัฐบาลทหารซึ่งกุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ และมีการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการจับกุมตัวนางออง ซาน ซู จี และสมาชิกพรรค National League for Democracy (NLD) ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองในพม่าเป็นปัญหาระหว่างประเทศเรื่อยมา
- ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา มีความพยายามจากหลายฝ่ายที่จะคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองในพม่าให้รัฐบาล ผ่อนปรนทางการเมืองและปูทางไปสู่การปรองดองแห่งชาติและ การปกครองระบอบประชาธิปไตยแต่ก็ไม่ได้มีความคืบหน้าที่ต่อเนื่อง
- ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กระบวนการปรองดองแห่งชาติภายในพม่าดูจะเป็นไปด้วยดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจรจาทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับนางออง ซาน ซู จี ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2543 โดยตลอดช่วงเวลาดังกล่าว มีการทยอยปล่อยตัว นักโทษการเมืองเป็นระยะและนำไปสู่การยกเลิกการกักบริเวณนางออง ซาน ซู จี เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2545 อย่างไรก็ดี หลังจากนั้น ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในพม่ากลับหยุดนิ่ง ไม่มีการพบปะหารือทางการเมืองอีก ในทางตรงข้าม รัฐบาลพม่ายังคงเดินหน้าจับกุม ผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลรวมถึงการจับกุมนางออง ซาน ซู จี อีกครั้งเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 ซึ่งส่งผลให้ประชาคมระหว่างประเทศเริ่มหันมาดำเนินการกดดันพม่าอย่างรุนแรง อีกครั้ง
- หลังจากที่ตกอยู่ในกระแสการกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการลงโทษของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจของพม่าอยู่ในสภาวะวิกฤติอย่างรุนแรง นั้น เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2546 รัฐบาลพม่าได้ประกาศปรับเปลี่ยนตัวบุคคลในรัฐบาลพม่าหลายตำแหน่ง ที่สำคัญได้แก่ การแต่งตั้งพลเอก ขิ่น ยุ้น เป็นนายกรัฐมนตรี พลโท โซ วิน เป็นเลขาธิการ 1 และ พลโท เต็ง เส่ง เป็นเลขาธิการ 2 ของสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ ทั้งนี้ การแต่งตั้งพลเอก ขิ่น ยุ้น ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น น่าจะสืบเนื่องมาจากพลเอก ขิ่น ยุ้น เป็นผู้มีภาพลักษณ์ดีในสายตาประชาคมระหว่างประเทศ มีทักษะในการเจรจาและถูกมองว่าเป็นผู้ที่มีความคิดเป็นกลาง (moderate)
- เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2546 พลเอก ขิ่น ยุ้น นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของพม่าได้ประกาศแนวทางการดำเนินการไปสู่กระบวนการปรองดองแห่งชาติและประชาธิปไตย (Roadmap) ในพม่า เพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมืองภายในประเทศและแรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ภายหลังจากการประกาศแนวทางดังกล่าว รัฐบาลพม่า ได้ดำเนินการจัดตั้งคณะ กรรมการต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2546เป็นต้นมา เพื่อดูแลการจัดประชุม National Convention และได้อนุญาตให้นางออง ซาน ซู จี กลับไปพักอยู่ที่บ้านพักของนางเอง เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2546
- ในการดำเนินความสัมพันธ์กับชนกลุ่มน้อย นั้น รัฐบาลทหารพม่ายังคงใช้วิธีการทางทหารเข้าจัดการกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาล อย่างไรก็ดี ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลพม่าเริ่มแสดงท่าทีเปิดกว้างมากขึ้นในเรื่องการเจรจาสันติภาพกับชนกลุ่มน้อย


(2) เศรษฐกิจ

- สภาพเศรษฐกิจของพม่าตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการลงทุนใหม่ที่สำคัญจากต่างประเทศ ในขณะเดียวกันมีการย้ายธุรกิจและการลงทุนของต่างชาติไปประเทศอื่น การส่งออก สินค้าเกษตรลดลง กอปรกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปพม่ามีจำนวนลดลงและน้อยกว่าที่ทางการพม่าได้ตั้งเป้าไว้มาก ทำให้ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศลดลง ภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น ค่าเงินจั้ตตกต่ำ นอกจากนี้ ในภาคการเกษตร เริ่มมีสัญญาณความไม่พอใจของเกษตรกรต่อนโยบายที่ไม่เป็นธรรมและกดขี่ของรัฐบาล อาทิ การบังคับซื้อข้าวในราคาถูก การเก็บภาษีสินค้าเกษตร (ในรูปผลผลิต) ที่สูงขึ้น สถานการณ์ที่เลวลงเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการวิกฤติการทางเศรษฐกิจในเอเชีย แต่สาเหตุที่สำคัญคือการบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของรัฐบาลและสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่ดีขึ้น ซึ่งลดความมั่นใจของการลงทุนจากต่างชาติ อีกทั้งยังเป็นต้นเหตุของการ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของประเทศตะวันตก

(3) สังคม

- การที่รัฐบาลพม่าทุ่มเทงบประมาณส่วนใหญ่ไปในด้านการทหาร ได้ส่งผลกระทบต่องบประมาณด้านการศึกษาและสาธารณสุข รัฐบาลพม่าไม่สามารถจัดการศึกษาระดับปฐมที่เพียงพอและมีคุณภาพให้แก่ประชาชน นอกจากนี้ ที่ผ่านมายังได้ปิดมหาวิทยาลัยเป็นระยะเวลานาน (เพราะเกรงนักศึกษาจะก่อความวุ่นวาย) ซึ่งทำให้การพัฒนาการศึกษาระดับสูงและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในพม่าหยุดชะงักมาเป็นเวลานาน สำหรับในด้านสาธารณสุข พม่าประสบการแพร่ขยายของโรคติดต่อต่าง ๆ อาทิ มาลาเรีย วัณโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง HIV/AIDS รายงานล่าสุดของ องค์การอนามัยโลก ได้ประเมินคุณภาพบริการด้านสาธารณสุขของพม่าอยู่ในลำดับที่ 190 จากทั้งหมด 191 ประเทศ

สถานะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่า
(1) การเมือง

- ไทยและพม่าเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนทางบกและทะเลติดต่อกันยาวรวม 2,401 กม. ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงปัจจัยในแง่ต่าง ๆ ทั้งระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เงื่อนไขและทัศนคติทางการเมืองที่ต่างกัน ปัญหาการเมืองภายในพม่าและชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดน ความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันอันเป็นผลมาจากภูมิหลังทางประวัติศาสตร์รวมถึงบทบาทของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าจึงเป็นเสมือนภาพที่สะท้อนความขัดแย้งอันเป็นผลพวงจากประเด็นปัญหาต่าง ๆ ข้างต้นที่สามารถปะทุขึ้น เป็นชนวนของความบาดหมางระหว่างกันได้ตลอดเวลา ในห้วงที่ผ่านมา การปรับเปลี่ยนทัศนคติในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลไทยชุดต่าง ๆ ส่งผลให้รูปแบบและน้ำหนัก รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของการดำเนินความสัมพันธ์กับพม่ามีความแตกต่างกันไป
- ความบาดหมางในความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสอง นับตั้งแต่เหตุการณ์ยึดสถานเอกอัครราชทูตพม่าในปี 2542 จนกระทั่งถึงการปะทะกันตามแนวชายแดนและการทำสงครามจิตวิทยา
โจมตีซึ่งกันและกันอย่างรุนแรงในห้วงต้นปี 2544 ส่งผลให้บรรยากาศความสัมพันธ์โดยรวมอยู่ในสภาวะตึงเครียด และตกต่ำถึงขีดสุดเมื่อรัฐบาลพม่าตีพิมพ์บทความจาบจ้วงถึงสถาบัน พระมหากษัตริย์ของไทย ซึ่งพัฒนาการความขัดแย้งดังกล่าวได้ก่อให้เกิดกระแสชาตินิยมและ ความรู้สึกต่อต้านพม่าอย่างกว้างขวางในหมู่สาธารณชนไทย
- การเดินทางเยือนพม่าของนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนมิถุนายน 2544 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่การรื้อฟื้นการดำเนินความสัมพันธ์ในเชิงสร้างสรรค์ระหว่างไทยกับพม่า การเยือนดังกล่าวเปรียบเสมือนการไขประตูไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหา ที่คั่งค้างรวมทั้งการผลักดันให้เกิดความร่วมมือในประเด็นปัญหาเร่งด่วนระหว่างกัน โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด ปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย รวมทั้งปัญหาผู้หลบหนีภัยการสู้รบ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนส่งผลให้บรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่าง ไทยกับพม่า โดยรวมกลับคืนสู่สภาวะปรกติอีกครั้ง โดยในช่วงที่ผ่านมา มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงหลายครั้ง ได้แก่ นายกรัฐมนตรีเยือนพม่า (19-20 มิถุนายน 2544) พลโท ขิ่น ยุ้น เยือนไทย (3-5 กันยายน 2544) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนพม่า (1-2 พฤษภาคม 2544) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่าเยือนไทย (22-23 มิถุนายน 2544) และการพบปะระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกับพลโท ขิ่น ยุ้น ที่เมืองท่าขี้เหล็กและอำเภอแม่สาย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2544
- โดยภาพรวม พม่ามีท่าทีตอบสนองการดำเนินนโยบายของไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นที่กำลังส่งผลกระทบในทางลบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของพม่าเอง อาทิ ปัญหายาเสพติด ปัญหาด้านสาธารณสุข ปัญหาความมั่นคงของมนุษย์ ฯลฯ อย่างไรก็ดี เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจด้อยกว่าไทย พม่ายังคงมีความหวาดระแวงต่อการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ของไทยอยู่ โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งนโยบายส่งเสริมการค้าการลงทุนของไทย นอกจากนี้ พม่ายังคงปกป้องความเปราะบางของสถาบันการเมืองของตนจากแนวคิดเสรีนิยมจากไทย พม่ามีท่าทีปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อบทบาทของไทยในกระบวนการ พัฒนาการเมืองภายในของพม่าไม่ว่าจะภายใต้บริบทใด


(2) เศรษฐกิจ

- การค้าระหว่างไทยกับพม่ามีทั้งรูปแบบการค้าปกติและการค้าชายแดน โดยฝ่ายไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด และมูลค่าการค้ามีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ดี ในปี 2544 ไทยเสียเปรียบดุลการค้าต่อพม่าเนื่องจากการชำระค่าก๊าซธรรมชาติที่ไทยได้ซื้อจากพม่า ไทยกับพม่ามีความตกลงการค้าระหว่างกัน 3 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงทางการค้าไทย-พม่า (ลงนามเมื่อ 12 เม.ย. 2532 ที่กรุงย่างกุ้ง) บันทึกความเข้าใจเพื่อจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทางการค้าไทย-พม่า (ลงนามเมื่อ 2 ก.พ.2533 ที่กรุงเทพฯ) และความตกลงการค้าชายแดน (ลงนามเมื่อ 17 มี.ค.2539 ที่กรุงย่างกุ้ง)
- การลงทุนของไทยในพม่า มีมูลค่าการลงทุนอยู่เป็นลำดับสามรองจากสิงค์โปร์ และอังกฤษ ส่วนใหญ่อยู่ในสาขาการผลิต รองลงมาคือ ธุรกิจการโรงแรมและการท่องเที่ยว การประมง และเหมืองแร่
- การที่ระบบเศรษฐกิจของพม่า เป็นระบบที่ควบคุมโดยรัฐบาลอย่างเข้มงวด กอปรกับการที่รัฐบาลพม่ามักเชื่อมโยงปัญหาทางการเมืองภายในพม่ากับการดำเนินความสัมพันธ์ด้าน อื่น ๆ รวมทั้งความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้ความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับพม่ามักได้รับผลกระทบ อาทิ ความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบเกี่ยวกับ การค้าแล ะการลงทุนโดยไม่คำนึงผลกระทบและความตกลงที่มีอยู่ การปิดชายแดน และการยกเลิกสัมปทานประมง ซึ่งไม่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่นักธุรกิจประ เทศอื่นๆ โดยเฉพาะที่มีพรมแดนติดกับพม่า อาทิ จีน ก็ประสบปัญหาในลักษณะเช่นนี้ด้วย

(3) สังคม วัฒนธรรม และความร่วมมือ

- ไทยและพม่าได้ลงนามความตกลงทางวัฒนธรรมไทย-พม่า เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2542 โดยกำหนดให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งคณะ นาฏศิลป์ของทั้งสองฝ่าย และให้ความร่วมมือในการบูรณะปฏิสังขรณ์โบราณสถานและโบราณวัตถุในพม่า นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานจากประเทศไทยไปถวายที่วัดพุทธในพม่าทุกปีนับตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา
- ไทยให้ความร่วมมือทางวิชาการแก่พม่าใน 3 สาขาคือ การเกษตร การศึกษา และสาธารณสุข นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้ให้ความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ปศุสัตว์และการ ประมง การคมนาคม การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการบินพลเรือนด้วย

ระเบียบการและเอกสารยื่นขอวีซ่าเข้า MYANMAR

1. Tourist Visa ,FIT / Package 810฿ ( ถ้าด่วนเพิ่ม 440 บาท ),รูปถ่าย 2 ใบ + Passport
2. Business Visa, 1,440฿ รูปถ่าย 3 ใบ พร้อม Company Letter
MYANMAR Tel : 02 233-2237 02 234-4789 Fax : 02 236-6898
08:30-16:30 ( Mon - Fri ) ถนนสาธรเหนือ

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ  คลิกที่นี่