Make your own free website on Tripod.com

















 

ประเทศเกาหลี
Republic of Korea

ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง
ตั้งอยู่ตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี โดยมีเส้นขนานที่ 38 แบ่งกั้นระหว่างสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี
(เกาหลีเหนือ)

พื้นท
ี่ 99,392 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณร้อยละ 45 ของพื้นที่คาบสมุทรเกาหลี

ประชากร
47.7 ล้านคน (2545)

เมืองหลวง
กรุงโซล (Seoul)

เมืองที่สำคัญ
ปูซาน แตจอน แตกู อินชอน และกวางจู

สมาชิกสหประชาชาต
ิ 17 ก.ย. 2534

GDP ต่อหัว รายได้ต่อหัว
18,000 ดอลลาร์สหรัฐ (2544)

หน่วยเงินตรา
ประมาณ 1,200 วอน ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

ภูมิอากาศ
มี 4 ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว เดือน มิ.ย.- ส.ค. เป็นช่วงที่ฝนตกชุก อุณหภูมิโดยเฉลี่ย -5 C ในฤดูหนาว และ 33 C
ในฤดูร้อน

คสพ.การทูต
สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย เมื่อ 1 ต.ค. 2501

ออท. ไทย
นายสมบูรณ์ เสงี่ยมบุตร

ประธานาธิบดี
นาย Roh Moo-hyun รับตำแหน่งเมื่อ 25 ก.พ. 2546

นายกรัฐมนตรี
นาย Goh Kun

รมว.กต.และการค้า
นาย Yoon Young-kwam

ศาสนา
มีประชากรนับถือศาสนา 54% ของประชากรทั้งหมด(พุทธ 51.2%โปรเตสแตนท์ 34.4% คาธอลิค 10.6% ขงจื๊อ 1.8%)

การศึกษา
ภาคบังคับ 9 ปี

อัตราการรู้หนังสือ
ร้อยละ 98

สิทธิเลือกตั้ง
ประชาชนทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป

พัฒนาการต่างๆ ในเกาหลีใต้ปี 2545
1. การเมืองภายใน
สถานการณ์การเมืองในเกาหลีใต้โดยภาพรวมยังคงมีเสถียรภาพแต่มีความผันผวนทางการเมืองภายในอันเนื่องมาจากนักการเมือง
ระดับสูง คนสนิทรวมถึงญาติและบุตรชายของประธานาธิบดีเป็นผู้ต้องสงสัยมีส่วนพัวพันกรณีรับสินบน เป็นเหตุให้ประธานาธิบดี คิม แด จุง ต้องปรับคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษาครั้งใหญ่เมื่อ 29 มกราคม 2545 และเมื่อ 11 กรกฎาคม 2545ประธานาธิบดีคิม แด จุง ได้ทำการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งที่สองโดยได้เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี แต่รัฐสภามีมติไม่ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่เสนอโดย
ประธานาธิบดีคิม แด จุง ถึงสองครั้ง
เมื่อ 19 ธันวาคม 2545 ได้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งนาย Roh Moo-hyun ผู้สมัครจากพรรครัฐบาล (Millenium Democratic Party-MDP) ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนที่ 16ด้วยคะแนนร้อยละ 48.9 ใกล้เคียงกับผู้แข่งขันจากพรรค Grand National Party (GNP)และได้เข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546 ทั้งนี้การเลือกตั้งประธานาธิบดีอยู่ในช่วงที่มีกระแสการต่อ
ต้านสหรัฐฯ ของชาวเกาหลีใต้ ทำให้พรรครัฐบาลซึ่งมีนโยบายเน้นความเสมอภาคและต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ ได้รับการเลือกตั้ง

2. การต่างประเทศ เกาหลีใต้ยังคงดำเนินนโยบายตะวันทอแสง (Sunshine Policy) ในการดำเนินความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือมาโดยตลอด แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ที่กระทบถึงความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสอง เช่น กรณีการปะทะระหว่างเรือลาดตระเวนของทั้งสองฝ่าย แต่ต่อมาเกาหลีเหนือก็ได้กล่าวขอโทษและรับจะไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก ทำให้ประเทศในคาบสมุทรเกาหลี ทั้งสองมีความร่วมมือกันต่อไปได้
ในระดับหนึ่ง
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น แม้จะมีความขัดแย้งกันในการเรียกชื่อทะเล“Sea of Japan” ซึ่งเกาหลีใต้เห็นว่า ไม่เหมาะสมที่จะใช้ชื่อประเทศใดประเทศหนึ่งในการ เรียกชื่อทะเลจึงเสนอให้ใช้ชื่อ “East Sea” ควบคู่ไปกับ “Sea of Japan” ซึ่งเรื่องดังกล่าวยังไม่มีข้อยุติแต่ประเทศทั้งสองก็ยังคงมีความร่วมมือระหว่างกันด้วยดี เช่นการที่ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2002
เป็นต้น
ส่วนความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ นั้น จากเหตุการณ์ที่ทหารสหรัฐฯ ขับรถชนเด็กนักเรียนหญิง 2 คนเสียชีวิต และศาลสหรัฐฯ ตัดสินให้ไม่มีความผิด ทำให้เกิดกระแสต่อต้านฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในเกาหลีใต้และประชาชนยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลแก้ไขสนธิสัญญาทางทหารที่อนุญาตให้ศาลทหารสหรัฐฯ
เป็นผู้ตัดสินคดี

3. เศรษฐกิจเศรษฐกิจเกาหลีใต้นับว่ามีความแข็งแกร่งโดยมีอัตราการส่งออกเพิ่มขึ้นเกาหลีใต้มีดุลการค้าเกินดุลหลายปีติดต่อกัน มีปริมาณเงินทุนสำรอง
ระหว่างประเทศ สูงถึง 116.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มากเป็นอันดับสี่ของโลก
และในช่วงปลายปี 2545 สาธารณรัฐเกาหลีได้ลงนามความตกลงว่าด้วยการค้าเสรี (FTA) กับชิลี หลังจากที่มีการประชุมเพื่อหาข้อยุติร่วมกันหลายครั้งเป็น
ระยะเวลากว่า 2 ปี

4. สังคม รัฐบาลเกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาสังคมที่เป็นผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540โดยรัฐบาลได้กำหนดมาตรการต่างๆ อาทิ เพิ่มกองทุนรองรับผู้ตกงาน จัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีระหว่างรัฐบาลนายจ้างและลูกจ้าง นอกจากนั้น ยังส่งเสริมให้ประชาชนมีทัศนคติที่เปิดกว้างมากขึ้นต่อวัฒนธรรมต่างประเทศและส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มรายได้เข้าประเทศ

สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี
นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2545 สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีมีความตึงเครียดขึ้นเป็นลำดับเนื่องมาจากปัญหาโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ซึ่ง
สหรัฐฯ เห็นว่าเป็นการละเมิดกรอบความตกลงกับสหรัฐฯ เมื่อปี 2537 (Agreed Framework) ที่จะยุติโครงการพัฒนานิวเคลียร์ เพื่อแลกเปลี่ยนกับความช่วยเหลือก่อสร้างเตาปรมาณู Light Water ในการผลิตกระแสไฟฟ้าแทนเตาปรมาณูเดิม ในส่วนของเกาหลีเหนือก็กล่าวหาว่า
กรอบความตกลงปี 2537 เป็นโมฆะเนื่องจากสหรัฐฯไม่สามารถก่อสร้างเตาปรมาณู Light Water ได้ทันตามความตกลงฯ ทำให้ประชาคมระหว่างประเทศต่างวิตกกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดที่เกิดขึ้นบนคาบสมุทรเกาหลีและได้พยายามโน้มน้าว ให้เกาหลีเหนือยุติ การรื้อฟื้นโครงการดังกล่าวแต่เกาหลีเหนือปฏิเสธข้อเสนอใดๆ นอกจากนั้น เกาหลีเหนือได้ขับเจ้าหน้าที่ IAEAออกนอกประเทศและประกาศถอนตัวจาก
สนธิสัญญา NPT และแจ้งว่าปัญหาโครงการพัฒนานิวเคลียร์เป็นปัญหาทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯกับเกาหลีเหนือที่จะต้องแก้ไขร่วมกัน โดยเกาหลีเหนือจะยุติ
การรื้อฟื้นโครงการฯ หากสหรัฐฯยินยอม ลงนามความตกลงไม่รุกรานกัน(Non-Aggression Pact) กับเกาหลีเหนือ ซึ่งในขณะนี้ สหรัฐฯกำลังพิจารณาข้อเสนอของเกาหลีเหนือดังกล่าวแต่เป็นการพิจารณาในลักษณะ ที่มิได้โอนอ่อนผ่อนปรนให้เกาหลีเหนือและพยายามผลักดันให้ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาพหุภาคีที่ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันแก้ไข โดยสหรัฐฯ ยินยอมจะหารือทวิภาคี กับเกาหลีเหนือแต่ขอให้เป็นการหารือในเวทีพหุภาคีเท่านั้น

การเมืองการปกครอง
สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยประมุขของประเทศคือประธานาธิบดีซึ่งได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนให้เป็น
หัวหน้าฝ่ายบริหาร โดยมีนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา รัฐสภาเป็นองค์กรนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการทำหน้าที่ทางศาลทั้งนี้เกาหลีใต้ มีการแบ่งเขตการปกครองเป็น 9 จังหวัด และ 6 เขตการปกครอง(โซล ปูซาน อินชอน แตกู กวางจู แตชอน)

รัฐธรรมนูญ
เกาหลีใต้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อ 17 ก.ค. 2491 โดยได้มีการปรับปรุงแก้ไขมาโดยตลอดอีก 9 ครั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุดมีขึ้นในปี 2530 เมื่อรัฐบาลประธานาธิบดีชุน ดู ฮวาน ต้องประสบกับภาวะกดดันทางการเมืองจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง และในที่สุด ประธานาธิบดีชุน ดู ฮวานก็ยินยอมให้มีการลงประชามติ แก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง โดยอยู่ในตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว (5 ปี) และให้มีการจัดระบบการปกครองท้องถิ่นอิสระเป็นครั้ง
แรกในรอบ 30 ปี นอกจากนี้รัฐธรรมนูญที่ได้รับการแก้ไข ยังได้ยกเลิกอำนาจการยุบสภาของประธานาธิบดี และให้รัฐสภา มีอำนาจหน้าที่ดูแลและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล รวมทั้งระบุว่ากองทัพต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง

ฝ่ายนิติบัญญัติ
รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐสภา (National Assembly) เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติซึ่งรัฐสภาของเกาหลีใต้เป็นรูปแบบสภาเดียวประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 273 คน โดยสมาชิกจำนวน 2 ใน 3 หรือ 227 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และสมาชิกอีก 46 คนมาจากการแต่งตั้งโดยจัดสรรตามสัดส่วนของพรรคการเมืองที่ได้
รับเลือกตั้ง สมาชิกรัฐสภาแห่งชาติอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี (ล่าสุดเลือกตั้งเมื่อ 13 เมษายน 2543) สภาจะเลือกประธาน (Speaker)และรองประธาน
(Vice-Speaker) จำนวน 2 คน อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า สามารถถอดถอนนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีได้ หากสมาชิกรัฐสภา
1 ใน 3 เสนอขอและสมาชิกสภาข้างมากเห็นชอบ ตามเสนอซึ่งในกรณีการถอดถอนประธานาธิบดีนั้น ต้องเสนอโดยเสียงข้างมากและสมาชิกสภา 2 ใน 3
ให้ความเห็นชอบ

ฝ่ายบริหาร
- ประธานาธิบด
ี เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากผู้มีสิทธิออกเสียงโดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี และไม่สามารถลงสมัครแข่งขันเป็น
ครั้งที่ 2 ได้เพื่อเป็นการป้องกัน การขยายอำนาจของประธานาธิบดี หัวหน้ารัฐบาลประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐ และ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วย รวมทั้งเป็นผู้มีอำนาจในการ ประกาศกฎอัยการศึก และมาตรการจำเป็น ในยามฉุกเฉินนอกจากนี้ประธานาธิบดีสามารถที่จะเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การ
พิจารณาของรัฐสภาได้ อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดี ไม่มีอำนาจในการยุบสภา
- คณะรัฐมนตรี ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี โดยประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ช่วยประธานาธิบดีในด้านบริหารประเทศรวมทั้งมีอำนาจในการพิจารณานโยบายต่าง ๆ ของประเทศและการเข้าร่วมประชุมรัฐสภา คณะ
รัฐมนตรีมีจำนวน 20 คน นอกจากนี้ฝ่ายบริหารยังประกอบด้วย สภาที่ปรึกษาอาวุโส สภาความมั่นคงแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาการรวมประเทศ สภาที่ปรึกษา
เศรษฐกิจแห่งชาติ คณะกรรมการวางแผน และงบประมาณ คณะกรรมการเกี่ยวกับสิทธิสตรีสภาที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะกรรมการเกี่ยวกับธุรกิจขนาดกลางและเล็กคณะกรรมการตรวจสอบการดำเนิน งานของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาล และสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ โดยประธานของคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี ทั้งนี้ หน่วยงานเหล่านี้ทำ
หน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำต่อคณะรัฐบาลด้วย
อนึ่ง เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2546 ประธานาธิบดี Roh Moo-hyunได้ประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีเกาหลีใต้ชุดใหม่ โดยยกเว้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
ศึกษาและ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่ประธานาธิบดียังไม่ตัดสินใจ และคงนาย Jeong Se-hyun ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีการรวมประเทศดังเดิม โดยมีราย
ชื่อคณะรัฐมนตรี ดังนี้

1) นาย Goh Kun นายกรัฐมนตรี
2) นาย Kim Jin-pyo รองนายกรัฐมนตรีด้านการคลังและเศรษฐกิจ
3) ว่าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
4) นาย Jeong Se-hyun รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการรวมประเทศ
5) นาย Yoon Yong-kwam รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้า
6) นาง Kim Kum-sil รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
7) นาย Cho Young-kil รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
8) นาย Kim Doo-kwan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
9) นาย Park Ho-goon รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
10) นาย Lee Chang-dong รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว
11) นาย Kim Young-jin รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและป่าไม้
12) นาย Yoon Jin-shik รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อุตสาหกรรมและพลังงาน
13) นาย Chin Dae-je รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศและสื่อสาร
14) นาย Kim Hwa-joong รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ
15) นาง Han Myung-sook รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม
16) นาย Kwon Ki-hong รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
17) นาง Ji Eun-hee รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความเสมอภาคทางเพศ
18) นาย Choi Jong-chan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงก่อสร้างและขนส่ง
19) นาย Huh Sung-kwan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นาวีและประมง
20) นาย Park Bong-heum รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนและงบประมาณ

ฝ่ายตุลาการ
ประกอบด้วยศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา โดยประธานาธิบดีแต่งตั้งประธานศาลฎีกาด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา
การพิจารณาของศาลกำหนดให้เปิดเผยแก่สาธารณชนทั่วไปได้ยกเว้นในกรณีที่เห็นว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติหรือ
เป็นเรื่องที่จะสร้างปัญหาในด้านความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย ของประชาชนหรือเป็นภัยต่อขวัญของประชาชน
คำพิพากษาจำเป็นต้องปิดเป็นความลับนอกจากนี้ ยังมีศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ โดยให้ความคุ้มครอง
สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และมีอำนาจในการพิจารณาว่ากฎหมายฉบับใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญให้ถือเป็นโมฆะ
(โดยมีขั้นตอนการดำเนินการเริ่มจากศาลรัฐธรรมนูญได้รับการร้องขอ จากศาลชั้นต้นหรือจากกลุ่มบุคคลที่ข้อร้องเรียนได้รับการ
พิจารณาจากศาลชั้นต้น ให้พิจารณากฎหมายดังกล่าว)
อนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญยังเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ตัดสินความถูกต้องทางกฎหมายของการดำเนินกระบวนการถอดถอนเจ้าหน้าที่ระดับสูง
ของรัฐ ได้แก่ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และผู้พิพากษารวมทั้งมีอำนาจในการสั่งยุบพรรคการเมืองตามข้อเสนอของฝ่ายบริหาร
หากพบว่าพรรคการเมืองดังกล่าวดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย
พรรคการเมือง

เมื่อ ธ.ค. 2538 เกิดการรวมตัวของ 3 พรรคใหญ่ คือ
1) พรรค Democratic Justice Party-DJP
2) พรรค Reunification Democratic Party-RDP
3) พรรค New Democratic Republican Party-NDRPและตั้งชื่อว่าพรรค New Korean Party-NKPก่อนการเลือกตั้ประธานาธิบดีเมื่อ
ธ.ค. 2540 ได้เกิดพรรคใหม่คือ
1) พรรค Grand National Party -GNP(ซึ่งเป็นการรวมตัวของพรรค NKP กับพรรค New Party by the People)
2) พรรค Millennium Democratic Party-MDP ซึ่งมีนาย คิม แด จุง เป็นหัวหน้าพรรค และ
3) พรรค United Liberal Democrats-ULD ซึ่งมีนาย คิม จอง พิล เป็นหัวหน้าพรรคโดยพรรค MDP กับพรรค ULD ได้ร่วมกันส่ง
นายคิม แด จุงเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีและได้รับชัยชนะ โดยนาย คิม จอง พิล ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแต่ต่อมา
พรรค ULD ได้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ปัจจุบันมีพรรคฝ่ายค้าน (Grand National Party-GNP)และพรรครัฐบาล
(Millennium Democratic Party-MDP) และพรรคฝ่ายค้านเสียงส่วนน้อย (United Liberal Democrats-ULD) ทั้งนี้ พรรคฝ่ายค้าน
GNP สามารถคุมเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภารวม 139 ที่นั่ง

เศรษฐกิจการค้า
การส่งออก
ในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา (2542-2545) การส่งออกมีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 1,204.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ
23.91 ต่อปี ในปี 2545 มีมูลค่าส่งออก 1,398.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 2.03 หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2544 ร้อยละ 13.31
สำหรับปี 2546 (ม.ค.-เม.ย.) การส่งออกมีมูลค่า 538.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้นจากช่วงระยะเวลาเดียวกันของปี 2545ร้อยละ 25.08
โดยเกาหลีใต้เป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 13 ของไทย สินค้าออกของไทยที่สำคัญ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า ยางพารา เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วน
ประกอบน้ำมันดิบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์และไดโอด เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้งและส่วนประกอบ
ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง และมอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
การนำเข้า ในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา (2542-2545) การนำเข้ามีมูลค่าเฉลี่ยปีละ2,137.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.62 ต่อปี ในปี 2545มีมูลค่า
นำเข้า 2,509.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปี 2544 ร้อยละ 26.5

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเกาหลี
ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เกาหลีใต้ดำเนินไปด้วยดีทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยในระดับทวิภาคีนั้นไทยและเกาหลีใต้มีความ
ร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารก่อนการสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ ได้แก่ ความสัมพันธ์ทางการทูตระดับอัครราชทูตเมื่อ 1 ตุลาคม 2501 ซึ่งต่อมาได้ยกขึ้นเป็น ระดับเอกอัครราชทูตเมื่อ 1 ต.ค. 2503 ในระดับพหุภาคีนั้น แม้ไทยและเกาหลีใต้จะเป็นสมาชิกในองค์การหรือในเวทีการเจรจาระ
หว่างประเทศต่างๆ เช่น APEC, ASEM, WTO ฯลฯ เช่นเดียวกัน แต่ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดเกิดขึ้นในกรอบอาเซียนซึ่งเกาหลีใต้ได้เป็นคู่เจรจามาตั้งแต่ก.ค.2538โดยเฉพาะเมื่อมีการจัดตั้ง ASEAN+3 ในปี 2540 เพื่อเป็นเวทีหารือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

1.2 การแลกเปลี่ยนการเยือน
ไทยและเกาหลีใต้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับต่างๆ ค่อนข้างต่อเนื่อง โดยในระดับราชวงศ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์เสด็จฯ เยือนเกาหลีใต้เมื่อ มี.ค.2534 พ.ค.2535
และ เม.ย. 2536 ตามลำดับ ในระดับหัวหน้ารัฐบาล ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เดินทางเยือนเกาหลีใต้ระหว่าง 8-10 พ.ย. 2534 จากนั้น นายชวน หลีกภัยได้เดินทางไปเยือนเกาหลีใต้สองครั้ง (23-26 มิ.ย. 2537 และ 25-27 เม.ย.2542)และเข้าร่วมการประชุม ASEM ครั้งที่ 3 (20-21 ต.ค. 2543)ที่เกาหลีใต้
การเยือนเกาหลีใต้ของผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทย ในช่วงตั้งแต่ปี 2535 ที่สำคัญได้แก่
นายอุทัย พิมพ์ใจชนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมประชุมJoint Trade Commission ครั้งที่ 10 (10-11 ส.ค. 2535)
นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (7-9 ต.ค. 2536)
นายสุขวิช รังสิตพล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (มิ.ย. 2539)
นายกร ทัพพะรังสี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (ส.ค. 2540)
นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเยือนในฐานะนายกสมาคมไทยเพื่อส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประเทศ(ระหว่าง
9-11 ก.ค. 2541)
นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ (21-23 ก.ค. 2541)
นายขจัดภัย บุรุษพัฒน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หารือด้านความมั่นคงและต่อต้านการก่อการร้าย (20 – 23 ม.ค. 2545)
นายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เพื่อเข้าร่วมประชุม Joint Trade Commission ครั้งที่ 12 (31 ม.ค.–1 ก.พ. 2545)
นายสนธยา คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สังเกตการณ์การการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 14 ที่เมืองปูซาน(11-13
ต.ค.2545)
นายกร ทัพพะรังสี รองนายกรัฐมนตรีสังเกตการณ์การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 14 ที่เมืองปูซาน (9-13 ต.ค. 2545)
นายสุรเกียร์ติ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพื่อเข้าร่วมประชุม The 2nd Ministerial Conference of the Community
of Democracies ณ กรุงโซล (ระหว่าง 10-11 พ.ย. 2545)

สำหรับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีใต้ที่ได้เดินทางมาเยือนไทย ได้แก่
ประธานาธิบดี Chun Doo-hwan (3-5 ก.ค. 2524)
นาย Lee Sang-ock รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ(ก.ค. 2534) นาย Han Sung-joo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเยือนไทยในฐานะ
แขกกต.(24-28 ก.ค. 2537) และเข้าร่วมการประชุมรมว.กต.อาเซียน (17-19 พ.ค. 2537)
นาย Lee Young-ho รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พ.ค. 2539)
นาย Han Duck-soo ประชุม Joint Trade Commission (JTC) ครั้งที่ 11 (2 พ.ย. 2542) และเข้าร่วมประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 (12-19 ก.พ. 2543)
นาย Chun Doo-hwan อดีตประธานาธิบดีเยือนไทยเป็นการส่วนตัว (6-8 มี.ค. 2543)
นาย Lee Joung-binn รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้าประชุมPMC/ARF (25-30 ก.ค. 2543)
นาย Choi Sung-hong รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้าเพื่อเข้าร่วมประชุมAsia Cooperation Dialogue (ACD) ครั้งที่ 1
(18-19 มิ.ย. 2545)
นาย Yoon Young-kwanรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้าเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อความร่วมมือทวิภาคี
ไทย-เกาหลีใต้ ครั้งที่ 1 และ การประชุม ACD ครั้งที่ 2 (21-22 มิ.ย. 2546)


1.1 ความสัมพันธ์ด้านการทหารและความมั่นคง
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเกาหลีใต้เริ่มขึ้นจากความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง โดยในช่วงสงครามเกาหลีระหว่างปี 2493-2496 นั้น ไทยได้ส่งทหารเข้าร่วมกองกำลัง สหประชาชาติซึ่งได้รับความสนับสนุนจากสหรัฐฯ และพันธมิตรฝ่ายตะวันตกเพื่อป้องกันเกาหลีใต้จากการรุกรานของเกาหลีเหนือซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีนและสหภาพโซเวียต เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลงอันเกิดจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ในปี 2534ความสัมพันธ์ด้านการทหารและความมั่นคงระหว่างประเทศทั้งสอง
ยังคงดำรงอยู่ หากเกาหลีใต้เป็น ฝ่ายกระตือรือร้นในการริเริ่มกิจกรรมความร่วมมือมากกว่าฝ่ายไทยเนื่องจากเกาหลีใต้ยังคงรู้สึกไม่มั่นคงต่อสถาน
การณ์ต่างๆ ในคาบสมุทรเกาหลี รวมทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเกาหลีใต้ได้พยายามแสวงหาความสนับสนุนจากไทยทั้งที่เป็นรูปธรรมและสัญลักษณ์ในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี ตัวอย่างที่ สะท้อนให้เห็นว่าเกาหลีใต้ยังต้องการการสนับสนุนในด้านความมั่นคงแม้ความสนับสนุนดังกล่าวจะมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าในเชิงสารัตถะ
ได้แก่กรณีทหารประจำ
กองบัญชาการร่วมสหประชาชาติ (UNC: United Nations Command) ณ กรุงโซลซึ่งมีทหารไทยประจำเพื่อทำหน้าที่กองทหารเกียรติยศ ฝึกซ้อมรบ
เชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอด เสาตลอดจนร่วมพิธีเกี่ยวกับสงครามเกาหลี นอกเหนือจากความสัมพันธ์ในเชิงสัญลักษณ์แล้ว ไทยกับเกาหลีใต้มีการสัมมนาแลกเปลี่ยนข่าวกรองประจำปี รวมทั้งมีความร่วมมือในการ ฝึกอบรมทางทหาร นอกจากนี้ ไทยและเกาหลีใต้ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งกองกำลังบำรุงเมื่อ 4 พ.ย. 2534 ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินความร่วมมือฝึกในเรื่องของ การแลกเปลี่ยนข่าวสารและข้อมูลการส่งกองกำลังบำรุง

1.3 ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ดำเนินไปค่อนข้างราบรื่นโดยมีกรอบในการดำเนินความสัมพันธ์ได้แก่
1) ความตกลงทางการค้าซึ่งลงนามเมื่อปี 2504
2) ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน ลงนามเมื่อปี 2532 แม้จะมีความตกลงต่างๆ เป็นกรอบในการดำเนินความสัมพันธ์ไทยและเกาหลีใต้ แต่ก็มีปัญหาด้านเศรษฐกิจต่อกันอยู่บ้าง ที่สำคัญได้แก่ ปัญหาการกีดกันสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรของเกาหลีใต้ เกาหลีใต้ได้ประสบความ
สำเร็จในการพัฒนา เศรษฐกิจจนกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในตอนกลางทศวรรษ 1980และก้าวไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมเมื่อได้รับการยอมรับเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (OECD) ในปีพ.ศ. 2539 ซึ่งต่อมาเกาหลี
ใต้ได้ประสบวิกฤติ ทางเศรษฐกิจในปี ค.ศ. 2540 จนต้องกู้ยืมเงินจาก IMF แต่ก็สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและคืนเงินกู้ทั้งหมด ให้แก่ IMF งวดสุด
ท้ายเมื่อเดือนก.ย. 2544 ในขณะเดียวกัน องค์การการค้าโลก (WTO) ได้กล่าวว่า ปัจจุบัน เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีมูลค่าทางการค้าใหญ่เป็นอันดับที่
13 ของโลกโดยในปี 2544 (เคยอยู่ในลำดับที่ 11 เมื่อปี 2539)และจะไต่ลำดับสูงขึ้นต่อไปในอนาคตทางด้านโครงสร้างทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้นั้น ยังคงเน้นอุตสาหกรรมหนัก และเทคโนโลยีระดับสูงที่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่(Chaebol) ผลิตเพื่อการส่งออกเป็นสำคัญทำให้สินค้าของเกาหลีใต้ เช่น
เรือเดินสมุทร รถยนต์ เครื่องจักรสินค้าประเภท อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องมือสื่อสารมีจำหน่ายในท้องตลาดของประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งตลาดใน
ไทย ในทางตรงกันข้าม โครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยยังคงเป็นเกษตรกรรม และเป็นสินค้าที่ส่งออกไปขายในตลาดเกาหลีใต้ แม้ว่าจะมีสินค้า
บางชนิดที่เป็น สินค้าอุตสาหกรรม เช่น แผงวงจรไฟฟ้า แต่ก็เป็นสินค้าที่ผลิต โดยกลุ่มอุตสาหกรรมต่างชาติ ทำให้ไทยขาดดุลการค้ากับเกาหลีใต้
เรื่อยมานับเป็นสิบปี ซึ่งฝ่ายไทยได้พยายามเรียกร้อง ให้เกาหลีใต้เพิ่มปริมาณและมูลค่าในการซื้อสินค้าไทยให้มากขึ้น แต่เกาหลีใต้ก็ได้ยกตัวเลข จำนวนนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ที่เดินทางมาไทยราวปีละประมาณ 5-600,000 คน ขึ้นเป็นประเด็นต่อรองว่า เกาหลีใต้ได้ใช้จ่ายเงินไปกับการท่องเที่ยว
จำนวนมหาศาลให้กับไทย เป็นการทดแทนแล้วในขณะที่นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเกาหลีใต้เพียงปีละประมาณ 6-90,000 คน

1.3.1 การค้า
ก่อนปี 2532 การค้าระหว่างไทยและเกาหลีใต้มีมูลค่าไม่มากนัก แต่ได้ขยายตัวขึ้นอย่างมากเกาหลีใต้เป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 8 ของไทย โดยไทยเป็นฝ่ายขาดดุลมาโดยตลอด การขาดดุลที่ไทยมีกับเกาหลีใต้เพิ่มมากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา ไทยและเกาหลีใต้ได้จัดประชุมระดับรัฐมนตรีเพื่อความร่วมมือทางการค้า(JTC: Joint Trade Commission)ครั้งแรกเมื่อก.ค.พ.ศ.2518ที่กรุงโซลJTCมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสเจรจาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการค้าและ
กำหนดเป้าหมาย ที่จะซื้อสินค้าระหว่างกันเป็นปี ๆ ในระดับรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2518 ทั้งสองประเทศได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทางการค้า
(Joint Trade Commissionหรือ JTC) เพื่อเป็นกลไกทางการค้าที่เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันในการแสวงหาลู่ทางขยายการค้า รวมทั้งแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางการค้าที่มีอยู่ระหว่างกัน โดยได้มีการประชุมมาแล้ว 12 ครั้ง ทั้งนี้การประชุม JTCครั้งที่ 12 (ล่าสุด) จัดขึ้นระหว่าง
วันที่ 31 ม.ค.-1 ก.พ.2545 ณ กรุงโซล ส่วนในภาคเอกชน ทั้งสองประเทศได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการ ร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-เกาหลี ( Korea-
Thai Economic Cooperation Committee) ระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเกาหลีใต้
เมื่อ 20 พฤษภาคม 2518 โดยได้มีการประชุมมาแล้ว 9 ครั้ง ปัญหาและอุปสรรคทางการค้าที่สำคัญ คือในขณะที่ไทยมีนโยบายการค้าแบบเสรี เกาหลี
ใต้ยังใช้มาตรการต่างๆ ในการปกป้องตลาด แม้ว่าการเข้าเป็นสมาชิกของ WTOและการเข้าเป็นสมาชิกของ OECD จะทำให้เกาหลีใต้ต้องเปิดตลาดขึ้น
เรื่อยๆ แต่ในปัจจุบันเกาหลีใต้ยังคงปกป้อง ตลาดภายในประเทศของตนด้วยมาตรการภาษีและมิใช่ภาษี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดมาตรฐานสุขอนามัยต่อสินค้าเกษตรกรรมของประเทศอื่นรวมทั้งของไทย
มูลค่าการค้ารวมระหว่างกันในปี 2545 มีมูลค่ารวม 3,907.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ากับเกาหลีใต้ในอัตราสูงตลอดมากว่า 10 ปี
โดยในช่วงระยะ 4 ปีที่ผ่านมา (2542-2545) ไทยขาดดุลการค้ากับเกาหลีใต้เฉลี่ยปีละ 932.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากไทยนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากเกาหลีใต้เป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่สินค้าส่งออกที่สำคัญ ของไทยไปเกาหลีใต้เป็นสินค้าเกษตร นอกจากนี้ไทยยังประสบกับมาตรการกีดกันทางการค้าของเกาหลีใต้ทั้งในด้านภาษีและมิใช่ภาษี
การค้ารวม ในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา (2542-2545) การค้ารวมมีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 3,342.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.46 ต่อปี ในปี 2545 มีมูล
ค่าการค้ารวม 3,907.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(คิดเป็นร้อยละ 2.93 ของมูลค่าการค้ารวมของไทย) เพิ่มขึ้นจากปี 2544 ร้อยละ 16.76 สำหรับปี 2546 (ม.ค.-เม.ย.) การค้ารวมมีมูลค่า1,380.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2545 ร้อยละ 7.94(คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.87 ของมูลค่าการค้ารวมของ
ไทย)
การส่งออก ในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา (2542-2545) การส่งออกมีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 1,204.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.91 ต่อปี ในปี 2545
มีมูลค่าส่งออก 1,398.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 2.03 หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2544 ร้อยละ 13.31สำหรับปี 2546 (ม.ค.-เม.ย.) การส่งออกมีมูลค่า 538.1
ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงระยะเวลาเดียวกันของปี 2545ร้อยละ 25.08 โดยเกาหลีใต้เป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 13 ของไทย สินค้าออกของไทย
ที่สำคัญได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า ยางพารา เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันดิบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอดเครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบเครื่องซักผ้า และเครื่องซักแห้ง และส่วนประกอบ ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ ไก่สดแช่
เย็นแช่แข็ง และมอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
การนำเข้า ในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา (2542-2545) การนำเข้ามีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 2,137.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.62 ต่อปี ในปี 2545 มีมูลค่า
นำเข้า 2,509.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปี 2544 ร้อยละ 26.5 สำหรับปี 2546 (ม.ค.-เม.ย.) การนำเข้ามีมูลค่า 842.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากช่วงเวลา
เดียวกันของปี 2545 ร้อยละ 0.75 โดยเกาหลีใต้เป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 7 ของไทยสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรมหลอดภาพโทรทัศน์ เหล็กและเหล็กกล้า แผงวงจรไฟฟ้า ผ้าผืน ผลิตภัณฑ์โลหะ สินแร่โลหะอื่นๆ และเศษโลหะ และเครื่องใช้
ไฟฟ้า
ดุลการค้า ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้าต่อเกาหลีใต้มาโดยตลอด ในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา (2542-2545) ไทยขาดดุลเฉลี่ยปีละ 932.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี
2545 ไทยขาดดุลมูลค่า 1,111.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2544 ร้อยละ 26.5สำหรับปี 2546 (ม.ค.-เม.ย.) ไทยขาดดุลการค้ามูลค่า 304.2 ล้านดอลลาร
์สหรัฐ ลดลงจากปี 2545 ร้อยละ 27.3

1.3.2 การลงทุน
ปัจจุบัน การลงทุนจากเกาหลีใต้ในไทยมีแนวโน้มดีขึ้น จากข้อมูลการลงทุนของเกาหลีใต้ในปี 2544 มีการลงทุนเพิ่มขึ้นมากเกือบเท่าตัว เมื่อเปรียบเทียบกับ
ปี 2543
อย่างไรก็ตาม ปริมาณเงินลงทุนของเกาหลีใต้ในไทยมีจำนวนไม่มากนัก เนื่องจากอุตสาหกรรมที่เกาหลีใต้สนใจมาลงทุนยังคงเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่
ใช้เงินลงทุนน้อย (ต่ำกว่า 50 ล้านบาท) โดยประเภทกิจการที่เกาหลีใต้สนใจมากที่สุด ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ปัจจุบัน เกาหลีใต้เข้ามาลงทุนในไทยเป็นอันดับที่ 7 โดยปี 2545 มีทั้งสิ้น 37 โครงการ(โครงการที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนจำนวน 33 โครงการ)เป็นเงินมูล
ค่าการลงทุนทั้งสิ้น 2956.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2544 จำนวน 11 โครงการ สาขาอิเลคทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นสาขาที่มีเม็ดเงินลงทุนและจำนวนโครงการที่ได้รับอนุมัติมากเป็นอันดับหนึ่งรองลงมาเป็นสาขาผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง สาขาเคมีภัณฑ์ กระดาษและพลาสติก

1.3.3 แรงงานไทย
ปัจจุบัน คนงานต่างชาติ รวมทั้งคนงานไทย สามารถเข้าไปทำงานในเกาหลีใต้โดยถูกต้องตามกฎหมายของเกาหลีใต้ได้ 2 วิธี คือ เข้าไปทำงานในรูปของการ
ฝึกงาน (training) ผ่านการจัดสรรโควต้าของสมาพันธ์ธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็กของเกาหลี (KFSB) เป็นเวลา 2 ปี และเข้าไปทำงานโดยผ่านการนำเข้าของสมาคมก่อสร้างเกาหลีโดยได้รับ อนุญาตให้ทำงาน 1 ปี และต่ออายุได้ 1 ปี โดยที่การเข้าไปทำงานในรูปของการฝึก
อบรม หรือผ่านสมาคมก่อสร้างคนงานจะได้ค่าจ้างต่ำกว่าราคาค่าจ้างในตลาดแรงงานทั่วไปร้อยละ 25-50คนงานต่างชาติที่เข้าไปทำงานโดยถูกกฎหมายร้อย
ละ 85 จึงพากันผละหนีการทำงานในที่ทำงานเดิมไปหาที่ทำงานใหม่ จากข้อมูล ที่ได้รับคนงานประเภทฝึกงานของไทย ได้ค่าจ้างเดือนละ 474,600 วอน
(ประมาณ 20,000 บาท) แต่ถ้าไปทำงานในโรงงานโดยทำงานประเภทเดียวกันจะได้รับค่าจ้างเดือนละ 760,000 วอน (ประมาณ 30,000 บาท) ทางด้านตลาดแรงงานไทยในเกาหลีใต้ มีรายงานข่าวจากทางการเกาหลีใต้ว่า นโยบายด้านแรงงานของเกาหลีใต้กำลังเปลี่ยนแปลงไปโดยทางการเกาหลีใต้
กำลังพิจารณา เปิดตลาดแรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทแก่แรงงานต่างชาติบางส่วน โดยได้เริ่มมีผลตั้งแต่เดือนมิ.ย.2545 นโยบายการเปิดตลาดแรงงานบางส่วนได้รับการสนับสนุนจาก กระทรวงแรงงาน และทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขณะที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองและ KFSB (สมาพันธ์ธุรกิจขนาดกลางและย่อมของเกาหลีใต้) ไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง ระบบเดิมที่ใช้อยู่มากนัก โดยเฉพาะด่านตรวจคนเข้าเมืองของเกาหลีใต้เกรงจะเกิดปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสังคม และปัญหาความไม่พอใจของแรงงานในเกาหลีใต้ ที่อาจมีตามมา จากผลของการเปิดตลาดแรงงานให้ต่างชาติ จากการตรวจสอบกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ทราบว่ารายงานข่าวดังกล่าวเป็นเพียงแค่แนวคิด แต่มีความเป็นไปได้ที่ทางการ เกาหลีใต้จะแก้ไขระบบเข้าไปทำงานผ่านการฝึกงาน โดยให้คนงานสามารถทำงานในเกาหลีใต้ได้ต่อ 2 ปี หลังจากผ่านการฝึก
งานมาแล้ว 1 ปี ซึ่งล่าสุด ยังไม่พบว่าการแก้ไขเปลี่ยน แปลงเรื่องระยะเวลาการฝึกงานที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแต่อย่างใด (ฝึกงาน 2 ปี ทำงานต่อ 1 ปี) และรัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศรับผู้ฝึกงานต่างชาติอีกจำนวน 20,000 คนโดยได้เริ่ม รับในเดือน พ.ย. 2545ผู้ฝึกงานเหล่านี้จะทำงานในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง
เกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง เนื่องจากคนไทยสามารถเดินทางเข้าเกาหลีใต้ได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า เพราะมีความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราระหว่างประ
เทศทั้งสอง ทำให้แรงงานไทยอาศัยเป็นช่องทางเพื่อหลบเข้าไปทำง านในเกาหลีใต้เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ทางการเกาหลีใต้ จึงเพิ่มความเข้มงวดในการอนุญาตให้คนไทยเข้าประเทศ ตามรายงานของกองตรวจคนเข้าเมือง ของเกาหลีใต้อ้างใน Migration News ปี 2544 พบว่าในปี 2543 ชาวต่างชาติจำนวนประมาณ 1,500 คน ถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองปฎิเสธการเข้าเมืองเนื่องจากเกรงว่าจะลักลอบเข้าไปทำงานในเกาหลีใต้ ซึ่งเพิ่มจากจำนวน
1,000 คนในปี 2542 ตามรายงานดังกล่าวยังแจ้งด้วยว่าคนไทยเป็นคนต่างชาติที่ถูกปฎิเสธการเข้าเมืองมากที่สุด คือ ประมาณครึ่งหนึ่งของคนต่างชาติทั้งหมด ตามมาด้วยคนชาติปากีสถาน และบังคลาเทศ
ในปี 2544 คนไทยถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเมืองถึง 5,000 คน นอกจากนี้ ในระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2545 ที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่น ได้มีนาย
หน้าและคนงาน ไทยพยายามลักลอบเข้าเกาหลีใต้โดยผ่านการซื้อตั๋วฟุตบอลโดยอ้างว่าเป็นแฟนกีฬาเพื่อลักลอบหลบหนีเข้าเมืองเกาหลีใต้ แต่หลายคนถูกจับได้ที่สนามบินและส่งกลับ การปฏิเสธมิให้ คนไทยเข้าเมืองของทางการเกาหลีใต้มีแนวโน้มสูงขึ้น ทางการไทยได้ทราบปัญหาเรื่องนักท่องเที่ยวไทยถูกปฏิเสธการเข้าเมือง เกาหลีใต้ดังกล่าวและพยายามสกัดกั้นมิให้คนงาน ไทยลักลอบเดินทางไปเกาหลีใต้เพื่อหางานทำโดยมีการตรวจตราที่ด่านแรงงานที่ท่าอากาศยานดอนเมือง แต่นายหน้าและคนงานก็เปลี่ยนเส้นทางบินโดย
เดินทางเข้าทาง หาดใหญ่-มาเลเซียเพื่อเดินทางจากมาเลเซียไปเกาหลีใต้

1.3.4 การท่องเที่ยว
ประเทศไทยจัดเป็นอันดับที่ 4 ที่ชาวเกาหลีใต้นิยมเดินทางมาท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ได้เดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีแม้ว่าจะ
ซบเซาลง ไปบ้างในช่วง วิกฤติเศรษฐกิจในเกาหลีใต้ ระหว่างปี 2540-2541 แต่กลับฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา เหตุการณ์ก่อวินาศกรรมในสหรัฐฯ
เมื่อ 11 ก.ย.2544 ก็ไม่กระทบต่อจำนวน นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ที่เดินทางมาไทยโดยแหล่งท่องเที่ยวของไทยที่นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้นิยมได้แก่
กรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต ทั้งนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้มาไทยในปี 2545 มีจำนวนประมาณ 700,000 คน สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปเกา
หลีใต้มีจำนวนประมาณ 50,000 คน การเดินทางไปเกาหลีใต้ได้รับความนิยมจากคนไทยเป็น อันดับที่ 9 นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้นิยมใช้มัคคุเทศก์ที่มี
ความรู้ภาษาเกาหลี ซึ่งไทยมีจำนวนมัคคุเทศก์ดังกล่าวประมาณ 500 คน อย่างไรก็ตามเนื่องจากนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้มาไทย เป็นจำนวนมากและปัจจุบัน รัฐบาลไทยกำลังแสวงหาหนทางในการอำนวย ความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้โดยการพิจารณาให้ใช้ล่ามชาวเกาหลีใต้แปลควบคู่กับมัคคุเทศก์
ชาวไทย

1.3.5 การจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับเกาหลีใต้
ที่ประชุมรัฐมนตรีการค้าไทย-เกาหลีใต้ ครั้งที่ 11 เมื่อ 2 พ.ย.2542 มีมติให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ซึ่ง
เกาหลีใต้ได้มอบหมายให้ The Korean Institute for International Economic Policy(KIEP) เป็นผู้ศึกษาวิจัย และไทยมอบหมายให้กรมเศรษฐกิจการ
พาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ ทำการศึกษาวิจัยเรื่องดังกล่าว โดยทั้งสองฝ่ายได้จัดตั้งคณะทำงานของแต่ละฝ่ายร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างกัน โดยใช้เวลาศึกษาวิจัยประมาณ
1 ปี (2543) ซึ่งผลการศึกษาวิจัยในภาพรวมได้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อ มี.ค.2544 ต่อมาฝ่ายเกาหลีใต้มีความกังวลเกี่ยวกับประเด็นเรื่องสินค้าเกษตร ทำ
ให้เกาหลีใต้ขอยุติการ ดำเนินการร่วมกับฝ่ายไทยไว้เพียงการศึกษาวิจัยในภาพรวม โดยเกาหลีใต้จะรอผลการดำเนินการค้าเสรีกับชิลีก่อนจึงจะเริ่มพิจารณาจัดทำเขตการค้าเสรีกับประเทศอื่น รวมทั้งประเทศไทยต่อไป

1.4 ความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ
1.4.1 ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย
ี ขณะนี้ ไทยและเกาหลีใต้ได้มีการจัดทำความตกลงและบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยราช
การระดับต่าง ๆอยู่แล้วทั้งสิ้น 3 ฉบับ คือ
1) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(ลงนามเมื่อ 11 มิ.ย. 2528) ระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่าย ซึ่งเห็นชอบ ให้มีการจัดตั้งคณะ
กรรมการร่วมทางด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย-เกาหลีใต้
2) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และวิชาการระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์ของทั้งสองประเทศ (ลงนามเมื่อ 25 มี.ค. 2525)
3) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระหว่างมูลนิธิวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมแห่งชาติเกาหลี และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่ง
ชาติของไทย เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และเปิดโอกาสให้นักวิจัยของทั้งสองฝ่ายได้ทำการวิจัยร่วมกันในสาขาวิชาการ ต่าง ๆ (ลงนามเมื่อ 9 มี.ค. 2535)

1.4.2 การประชุมคณะกรรมาธิการร่วม (Joint Commission-JC)
หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่วมกันในหลักการให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธ
ิการร่วม(Joint Commission-JC)เพื่อเป็นกลไกและติดตามการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกัน เมื่อ ก.ค. 2541 การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมครั้งที่ 1
ได้มีขึ้นระหว่าง 20-21 มิ.ย.2546 ที่จว.เชียงใหม่ โดยทั้งสองได้หารือกันเกี่ยวกับความร่วมมือในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านการค้า โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการลดอุปสรรคการเข้าสู่ตลาดของกันและกันด้าน ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวด้านแรงงานไทย ความร่วมมือ
ด้านวัฒนธรรม ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนการหารือในประเด็นปัญหาภูมิภาคต่างๆ เช่น สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี การบูรณะฟื้นฟูอิรักภายหลังสงคราม และการต่อต้านการก่อการร้าย เป็นต้น

1.4.3 ความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรม ไทยและเกาหลีใต
้ ยังไม่มีความตกลงทางวัฒนธรรมระหว่างกันแต่ประเทศ ทั้งสองก็ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
กันอย่างใกล้ชิด ความร่วมมือทางวัฒนธรรมส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับการแสดงทางวัฒนธรรม การประชุมสัมมนาทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนบุคลากร
ทางวัฒนธรรม และการเยือนของผู้บริหารระดับสูง ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรมกำหนดกรอบการให้ความร่วม
มือทางวัฒนธรรมด้านต่างๆ ระหว่างไทย-สาธารณรัฐเกาหลี ประกอบด้วย
1) การแลกเปลี่ยนการเยือน เพื่อศึกษาดูงานของผู้บริหารงานวัฒนธรรมทั้งระดับสูงและระดับกลาง
2) การสร้างและส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชนกับประชาชน
3)การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านทัศนศิลป์ ศิลปะการแสดง ด้านภูมิปัญญาชาวบ้าน การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม
4) ความร่วมมือด้านวัฒนธรรม อาทิ วรรณคดี ห้องสมุด หอจดหมายเหตุ โบราณคดี จิตรกรรม หัตถกรรม และความร่วมมือด้านพิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน
5) ความร่วมมือเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยด้านความร่วมมือในการจัดโครงการนิทรรศการด้านศิลป์ ภาพยนตร์ แฟชั่น หรือดนตรี ความร่วมมือใน
การจัดอบรม สัมมนาปฏิบัติการเชิงวิชาการด้านการบริหารจัดการ ทางด้านวัฒนธรรม การจัดการพิพิธภัณฑ์ ศิลปะสมัยใหม่งานออกแบบเชิงพาณิชย์
สำหรับเครื่องแต่งกาย อบรมด้านนาฏศิลป์ ดนตรีร่วมสมัย และ
6) กิจกรรมอื่น ๆ อันมีลักษณะทางวัฒนธรรม
การท่องเที่ยวเกาหลี: http://www.knto-th.org/

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ คลิกที่นี่