Make your own free website on Tripod.com

















 

สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
Republic of Indonesia


ข้อมูลทั่วไป
รูปแบบการปกครอง
ประชาธิปไตย ที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข และหัวหน้าฝ่ายบริหาร

ประธานาธิบดี นางเมฆาวดี ซูการ์โนบุตรี

รมว.กต. นายฮัสซัน วิรายูดา

ที่ตั้ง อินโดนีเซียมีพื้นที่ 5,085,606 ตารางกิโลเมตร เป็นแผ่นดิน 1,919,443 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ทะเล 3,166,163 ตารางกิโลเมตร เป็นประเทศหมู่เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประกอบด้วยเกาะใหญ่น้อยกว่า 17,508 เกาะ รวมอยู่ในพื้นที่ 4 ส่วน คือ

- หมู่เกาะซุนดาใหญ่ ประกอบด้วยเกาะชวา สุมาตรา บอร์เนียว และสุลาเวสี
- หมู่เกาะซุนดาน้อย ประกอบด้วยเกาะเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเกาะชวา มีเกาะบาหลี ลอมบอก ซุมบาวา ซุมบา ฟอลเรส และติมอร์
- หมู่เกาะมาลุกุ หรือ หมู่เกาะเครื่องเทศ ตั้งอยู่ระหว่างสุลาเวสี กับอิเรียนจายาบนเกาะ นิวกีนี
- อีเรียนจายา อยู่ทางทิศตะวันตกของปาปัวนิวกินี
- อินโดนีเซียตั้งอยู่บนเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทวีปเอเชียกับออสเตรเลีย ทำให้อินโดนีเซียสามารถควบคุมเส้นทางการติดต่อระหว่างมหาสมุทรทั้งสอง ผ่านช่องแคบที่สำคัญต่างๆ เช่นช่องแคบมะละกา ช่องแคบซุนดา และช่องแคบล็อมบอก ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางมายังประเทศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก

ภูมิอากาศ - อินโดนีเซียมีอากาศร้อนชื้นแบบศูนย์สูตร ประกอบด้วย 2 ฤดู คือ ฤดูแล้ง (พฤษภาคม-ตุลาคม) และฤดูฝน (พฤศจิกายน-เมษายน)

ประชากร - ประมาณ 231,328,092 (2546) ประกอบด้วยชนพื้นเมืองหลากหลายกลุ่มซึ่งพูดภาษาต่างกันกว่า 583 ภาษา ร้อยละ 61 อาศัยอยู่บนเกาะชวา

อัตราการเพิ่มประชากร<1.54% (2545)

จำนวนประชากรในเมืองสำคัญ จาการ์ตา ประชากร 10 ล้านคน สุราบายา 2.5 ล้านคน บันดุง 2.3 ล้านคน เมดาน 2.1 ล้านคน เกาะบาหลี 3.0 ล้านคน

ศาสนา ชาวอินโดนีเซียร้อยละ 87 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 6 นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ ร้อยละ 3.5 นับถือศาสนาคริสต์นิกายแคทอลิก ร้อยละ 1.8 นับถือศาสนาฮินดู และร้อยละ 1.3 นับถือศาสนาพุทธ

ภาษา ภาษาประจำชาติ ได้แก่ ภาษาอินโดนีเซีย หรือ Bahasa Indonesia

การศึกษา ร้อยละ 90 ของประชากรสามารถอ่านออกเขียนได้ อินโดนีเซียมีมหาวิทยาลัยของรัฐ 49 แห่ง และของเอกชนกว่า 950 แห่ง

ทรัพยากรธรรมชาติ
- อินโดนีเซียเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรสำคัญประกอบด้วย น้ำมันปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ดีบุก ทองแดง นิเกิล บ๊อกไซด์ ทอง เงิน และแร่เหล็ก นอกจากนี้ อินโดนีเซียมีทรัพยากรป่าไม้ถึงร้อยละ 59 ของพื้นที่บนพื้นดินทั้งหมด ทรัพยากรประมงจำนวนมาก ซึ่งยังไม่ได้รับการสำรวจ

- ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ มะพร้าว น้ำมันปาล์ม เครื่องเทศ กาแฟ โกโก้ ยางพารา

สกุลเงิน รูเปียห์ (Rupiah) อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณ 8,500-9,500 รูเปียห์

ปีงบประมาณ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม (ก่อนปี 2544 เป็น 1 เมษายน - 31 มีนาคม)

เขตการปกครอง อินโดนีเซียแบ่งการปกครองเป็น 29 จังหวัด และเขตการปกครองพิเศษ 3 เขต ได้แก่ กรุงจาการ์ตา นครย็อกยาการ์ตา และจังหวัดอาเจห์

เมืองหลวง ได้แก่ จาการ์ตา

เมืองสำคัญ ได้แก่ จาการ์ตา สุราบายา บันดุง เมดาน เซมารัง ปาเลมบัง เป็นต้น

ความเป็นมาของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย
- ในอดีตหมู่เกาะต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบันยังไม่มีการรวมตัวกันเป็นรัฐเดียว แต่ได้แยกกันเป็นแคว้นต่างๆ หลายแคว้น จนกระทั่งชาวดัทช์ได้เข้ามาปกครอง แต่เดิมหมู่เกาะต่างๆ ของอินโดนีเซียมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอินเดีย ทั้งด้านการค้าและวัฒนธรรมทำให้ได้รับอิทธิพลทางด้านความเชื่อของฮินดูและพุทธ จนกระทั่งอิทธิพลของศาสนาอิสลามได้เข้ามาแทนที่ในศตวรรษที่ 13

- ในศตวรรษที่ 15 อินโดนีเซียเริ่มเป็นที่สนใจของชาวยุโรปเนื่องจากเป็นแหล่งเครื่องเทศ ชาวโปรตุเกสและสเปนได้เริ่มเข้ามาในภูมิภาคในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 16 และ โปรตุเกสได้ยึดครองติมอร์ตะวันออกเป็นอาณานิคม การจัดตั้งบริษัท ดัทช์ อีส อินเดีย หรือ Vereniging Oost Indische Compagnie-VOC ใน พ.ศ. 2145 เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าปกครองอินโดนีเซียในฐานะอาณานิคมของดัชท์ ในช่วงแรก บริษัท VOC ใช้วิธีเข้าไปมีอิทธิพลเหนือผู้ปกครองท้องถิ่น ต่อมา ใน พ.ศ. 2342 หลังจาก รัฐบาลฮอลันดาเข้าควบคุมกิจการบริษัท VOC รัฐบาลฮอลันดาก็ได้เข้าปกครองอินโดนีเซียในรูปแบบอาณานิคม

- ในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 20 เกิดกระแสชาตินิยม ในอินโดนีเซียต่อต้านการปกครองของเจ้าอาณานิคม ใน พ.ศ. 2485 ญี่ปุ่นมีชัยชนะเหนือบริษัทดัทช์ อีสท์ อินเดีย และได้เข้าปกครองอินโดนีเซียระยะหนึ่ง หลังจากที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม กลุ่มชาตินิยม นำโดย ซูการ์โนและฮัตตา ได้ประกาศอิสรภาพให้แก่อินโดนีเซีย ในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2488 อย่างไรก็ตาม ยังมีการต่อสู้กันระหว่างอินโดนีเซียกับดัทช์ ซึ่งพยายามกลับมาปกครองอินโดนีเซียในฐานะเจ้าอาณานิคม จนกระทั่ง 27 ธันวาคม 2488 ดัทช์จึงได้ยอมมอบเอกราชให้แก่อินโดนีเซียอย่างสมบูรณ์

- อินโดนีเซียได้ขยายเขตแดนของประเทศ 3 ครั้ง ได้แก่ เมื่อ 1 พฤษภาคม 2506 ภายหลังจาก Dutch New Guinea หรือ Irian Jaya ในปัจจุบันได้รับเอกราช อินโดนีเซียได้ประกาศผนวกดินแดนในเดือนกันยายน 2512 ต่อมา ในปี 2518-2519อินโดนีเซียได้บุกเข้ายึดครองและผนวกดินแดนติมอร์ตะวันออก ซึ่งเคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส และได้ประกาศผนวกดินแดนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในเดือนกรกฎาคม 2519 แต่ประชาคมระหว่างประเทศไม่ยอมรับการอ้างสิทธิเหนือติมอร์ตะวันออกของอินโดนีเซีย จนทำให้สหประชาชาติได้เข้ามามีบทบาทดำเนินการให้ติมอร์ตะวันออก (สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์เลสเต) กลายเป็นประเทศอิสระ เมื่อ 20 พฤษภาคม 2545

- ในเดือนเมษายน 2525 นานาชาติได้ประกาศให้การยอมรับการอ้างอธิปไตยเหนือพื้นที่ทะเล ซึ่งเชื่อมเกาะต่างๆ ของอินโดนีเซียเข้าด้วยกัน ทำให้อินโดนีเซียสามารถประกาศ ให้พื้นที่ทะเลเป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศได้ในปี 2526

การเมืองการปกครอง
ภูมิหลัง

- การปกครองประเทศของในช่วงหลังจากได้รับเอกราชไม่สามารถสร้างเสถียรภาพ ทางการเมืองและเศรษฐกิจให้แก่ประเทศได้ ทำให้ประธานาธิบดีซูการ์โนประกาศยุบสภา ในปี พ.ศ. 2502 และได้จัดตั้งสภาที่ปรึกษาประชาชนขึ้นแทน และนำการปกครองแบบ “ประชาธิปไตยแบบนำวิถี” มาใช้ นโยบายต่างประเทศในช่วงนี้เน้นการเผชิญหน้ากับเนเธอร์แลนด์และมาเลเซีย ต่อมา ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2508 เกิดการปฏิวัติโดยกลุ่มนายทหารโดยได้รับการสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิตส์อินโดนีเซีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านการเงินและยุทธโธปกรณ์จากจีน การปฏิวัตินำไปสู่การนองเลือด โดยได้มีการสังหารสมาชิกพรรคคอมมิวนิตส์ และสมาชิกองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องถึง 750,000 คน

- ในเดือนมีนาคม 2509 พันตรีซูฮาร์โตได้เข้ายึดอำนาจการปกครอง และรักษาการในตำแหน่งประธานาธิบดี ในเดือนมีนาคม 2510 และได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีอินโดนีเซียต่อมาถึง 7 สมัย ประธานาธิบดีซูฮาร์โตปกครองประเทศโดยใช้ "กลุ่มอาชีพ" หรือโกลคาร์(ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็นพรรคโกลคาร์) เป็นฐานเสียงสนับสนุนอำนาจทางการเมือง รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ โดยกำหนดให้ทหารมี “ทวิภารกิจ” คือ มีบทบาททางการเมืองและสังคม นอกเหนือจากบทบาทด้านความมั่นคง ประธานาธิบดีซูฮาร์โตประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของอินโดนีเซียให้เจริญก้าวหน้า แต่ปัญหาการคอรัปชั่น ระบบอุปถัมภ์ ทำให้ประชาชนไม่พอใจ ที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ตกอยู่กับ ครอบครัวประธานาธิบดีซูฮาร์โตและพวกพ้อง

- ต่อมา เมื่อเกิดวิกฤติการเงินและเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 จนรัฐบาลอินโดนีเซียต้องลงนามความตกลงกู้เงินจาก IMF และมีภาระผูกพันในการปฏิรูปเศรษฐกิจภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองทำให้ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้น และในปี 2541 ได้เกิดเหตุการณ์ยิงนักศึกษามหาวิทยาลัยตรีสักตีเสียชีวิต ซึ่งได้ลุกลามเป็นจลาจลและการเผาทำลายอาคารร้านค้า ในระหว่าง 12-15พ.ค.2541หลายฝ่ายรวมทั้งทหารได้สร้างแรงกดดันจนประธานาธิบดีซูฮาร์โตประกาศลาออกจากตำแหน่งใน 21 พ.ค. 2541 และมอบตำแหน่งประธานาธิบดีแก่นายบาคารุดดิน ยูซุฟ ฮาบิบี รองประธานาธิบดี ตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ

- ประธานาธิบดีฮาบิบีได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2542 และนายอับดุร เราะห์มาน วาฮิด หรือกุสดุร ผู้นำองค์กรมุสลิม Nahdlatul Ulama (NU) และผู้ก่อตั้งพรรค PKB ได้รับเลือกโดยสภาที่ปรึกษาประชาชน (MPR) ชุดใหม่ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และนางเมฆาวดี ซูการ์โนบุตรี ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี

- ประธานาธิบดีอับดุรเราะห์มานไม่ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศมากนัก และเมื่อเกิดคดีอื้อฉาวเกี่ยวข้องกับการรับเงินจากสุลต่านบรูไน และการยักยอกเงินจากองค์การสำรองอาหารแห่งชาติ หรือ Bulog ประธานาธิบดีอับดุรเราะห์มานถูกสภาอภิปรายไม่ไว้วางใจ และถูกสภา MPR ถอดถอนออกจากตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม 2544 และนางเมฆาวดี ซูการ์โนบุตรีได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของอินโดนีเซียแทนเมื่อ 23 กรกฎาคม 2544

ระบบการเมืองการปกครอง

- อินโดนีเซียมีระบบการปกครองแบบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและหัวหน้าฝ่ายบริหารรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2488 ได้กำหนดให้ใช้หลักปัญจศีล เป็นหลักในการปกครองประเทศ ประกอบด้วย 1) การนับถือพระเจ้าองค์เดียว 2) การเป็นมนุษย์ที่เจริญและคงไว้ซึ่งความเที่ยงธรรม 3) ความเป็นเอกภาพของอินโดนีเซีย 4) ประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน และ 5) ความยุติธรรมในสังคมชาวอินโดนีเซียทั้งมวล

- สถาบันทางการเมืองและการบริหารตามรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย 6องค์กรได้แก่

1) สภาที่ปรึกษาประชาชน (People’s Consultative Assembly-MPR) ประกอบด้วยสมาชิก 700 คน ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน (มาจากการเลือกตั้ง) ผู้แทนจากภูมิภาค 135 คน และผู้แทนจากองค์กรสังคมและกลุ่มอาชีพ 65 คน (มาจากการแต่งตั้ง) อยู่ในตำแหน่งครั้งละ 5 ปี

ี2) สภาผู้แทนราษฎร (House of People’s Representatives-DPR ) ประกอบด้วยสมาชิก 500 คน มาจากการเลือกตั้ง 462 คน ผู้แทนกองทัพที่มาจากการแต่งตั้ง 38 คน อยู่ในตำแหน่งครั้งละ 5 ปี

3) ประธานาธิบดี เป็นประมุขสูงสุดด้านการบริหาร มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนคณะรัฐมนตรี ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยทางอ้อม โดยการเสนอชื่อของสภาที่ปรึกษาประชาชน วาระการตำแหน่ง 5 ปี

4) สภาที่ปรึกษาสูงสุด หรือ Supreme Advisory Council เป็นองค์กรให้คำแนะนำและปรึกษาแก่ประธานาธิบดี

5) ศาลฎีกา หรือ Supreme Court

6) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินสูงสุด หรือ State Audit Board

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

- ภายหลังจากการประสบปัญหาเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใน อินโดนีเซียในปี 2541ทำให้อำนาจต่อรองกับมหาอำนาจตะวันตกของอินโดนีเซียได้ ลดลง ดังนั้น อินโดนีเซียได้ปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของตนให้มีความหลากหลาย และเพิ่มมิติในด้านต่างๆ มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศของอินโดนีเซีย ยังคงดำเนินไปเพื่อมิให้ประเทศตะวันตกเข้ามาก้าวก่ายแทรกแซงกิจการภายในหรือกดดันอินโดนีเซียมากเกินไป

- ปัจจุบัน อินโดนีเซียได้ดำเนินนโยบายระหว่างประเทศเชิงยืดหยุ่น เพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ในปี 2544 อินโดนีเซียได้ปรับปรุงความสัมพันธ์กับสิงคโปร์ จีน สหรัฐฯ และออสเตรเลีย และก่อนหน้านี้มีการขยายความสัมพันธ์กับประเทศเอเชียใต้ เช่น อินเดีย และปากีสถาน และสถาปนาความสัมพันธ์กับติมอร์ตะวันออกหรือติมอร์เลสเตด้วย

- อินโดนีเซียให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศมุสลิม องค์การการประชุมอิสลาม และกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เนื่องจากต้องการแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และใช้กลุ่มประเทศดังกล่าวเป็นพันธมิตรเพื่อคานอำนาจกับมหาอำนาจตะวันตก

- ในช่วงปี 2544-2545 แม้ว่าอินโดนีเซียจะเน้นการปรับปรุงความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจที่สำคัญ โดยเฉพาะจีนและสหรัฐฯ (ประธานาธิบดี George W. Bush แห่งสหรัฐฯ ได้เดินทางเยือนอินโดนีเซีย เมื่อ 22 ตุลาคม 2546) ในช่วงปีที่ผ่านมา แต่อินโดนีเซียยังถือว่าอาเซียนเป็นเสาหลักสำหรับการดำเนินนโยบายต่างประเทศ

-อินโดนีเซียให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับมาเลเซียและสิงคโปร์ เนื่องจากเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีเขตติดต่อกันและมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน

-อินโดนีเซียจัดประชุม ASEAN Summit ที่เกาะบาหลี อินโดนีเซีย ระหว่าง 6-8 ตุลาคม 2546 และ ASEAN+3 Summit (เชิญผู้นำจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ด้วย)

-อินโดนีเซียเป็นประธาน ASEAN Standing Committee (ASC) โดยมีวาระดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่กรกฎาคม 2546 ถึงมิถุนายน 2547

<การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2547>
-คณะกรรมการการเลือกตั้งอินโดนีเซีย (General Election Commission หรือ Komisi Pemilihan Umum-KPU) ได้เปิดให้ชาวอินโดนีเซียที่มีอายุถึงเกณฑ์ลงทะเบียนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ค. 2546 และกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 5 เม.ย. 2547 รวมทั้งกำหนดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี โดยตรงเป็นครั้งแรก รอบที่ 1 ในวันที่ 5 ก.ค. 2547 และหากการเลือกตั้งประธานาธิบดี ในรอบที่ 1 ไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับคะแนนเสียงข้างมากก็จะมีการแข่งขันในรอบที่ 2 ซึ่งกำหนดไว้ในวันที่ 20 ก.ย. 2547
-การเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ (Legislative members) มีขึ้นในวันที่ 5 เม.ย. 2547 โดยมีการเลือกตั้งพร้อมกันในทุกระดับ ดังนี้
- ที่นั่ง ส.ส. ระดับชาติ (National) ประกอบด้วย
DPR (House of Representatives) จำนวน 550 ที่นั่ง
DPD (Regional Representatives at DPR) 128 ที่นั่ง
- DPRD ประเภทที่ 1 คือระดับสภาจังหวัด (Provincial Legislative Parliaments/Councils) 1,860 ที่นั่ง
- DPRD ประเภทที่ 2 คือระดับอำเภอ/เทศบาล (Regency/Municipality Legislative Councils) 16,063 ที่นั่ง
หมายเหตุ รายละเอียดผลการเลือกตั้งโปรดดูเอกสารแนบ

เศรษฐกิจการค้า
ระบบเงินตรา รูเปียห์

GDP (PPP) $174.4 billion (2545)

GNP (PPP) $164.42 (2545)
อัตราการเพิ่มของ GDP ต่อปี ร้อยละ 3.6 ต่อปี (2545)
รายได้เฉลี่ยต่อหัว 680 เหรียญสหรัฐ (2545)
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ 2539 - 8.0 %, 2540 - 4.6 %, 2541 - 15.3 %, 2542 - 3.0 %, 2000 - 4.1 % 2544 - 3%

ภาวะเงินเฟ้อ 2539 - 6.4 %, 2540 - 11.0 %, 2541 - 77.6 %, 2542 - 2.0 %, 2543 - 9.3 % 2544 - 12%

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม แร่ธาตุ ถ่านหิน ผลิตภัณฑ์จากไม้ กระดาษ น้ำมันปาล์ม กาแฟ ยาสูบ โกโก้ เครื่องเทศ ยางและผลิตภัณฑ์ปลาและปลาหมึกแช่เย็นและแช่แข็ง สิ่งทอ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม เคมีภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์

สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมัน เหล็ก ท่อเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ อะไหล่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ เครื่องจักรเครื่องกล เครื่องพิมพ์ เยื่อกระดาษ ไฮโดรคาร์บอน เรือและอุปกรณ์ พลาสติกและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า แป้งข้าวสาลี ข้าว เป็นต้น

ประเทศที่ส่งสินค้าออก ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สหรัฐฯ เกาหลีใต้ ฮ่องกง

ประเทศที่นำสินค้าเข้า ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สหรัฐฯ เกาหลีใต้ จีน ออสเตรเลีย

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐอินโดนีเซีย

ภาพรวม

-ไทยมีความสัมพันธ์กับดินแดนที่เป็นอินโดนีเซียในปัจจุบันมาช้านาน โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับชวา และมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกันอย่างลึกซึ้ง ทั้งทางวรรณคดี อาหาร เครื่องแต่งกาย และเครื่องดนตรี เป็นต้น พระมหากษัตริย์ไทยถึง 3 พระองค์ได้เคยเสด็จดินแดนที่เป็นประเทศอินโดนีเซียปัจจุบัน กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เคยเสด็จฯ เยือนอินโดนีเซีย 3 ครั้ง คือในปี 2414 ปี 2439 และปี 2444 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จฯ เยือนอินโดนีเซียในปี 2472และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันได้เคยเสด็จฯ เยือนอินโดนีเซียในปี 2503

-ประเทศไทยและสาธารณรัฐอินโดนีเซียได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2493 ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองดำเนินไปได้ด้วยดี มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทั้งในระดับทวิภาคีและกรอบพหุภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความร่วมมือในกรอบอาเซียน นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ

การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของผู้นำอินโดนีเซีย
- ประธานาธิบดีซูฮาร์โตและภริยา นำคณะเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระหว่าง 19-22 มีนาคม 2513

- ประธานาธิบดีซูฮาร์โต ในฐานะแขกของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ระหว่าง 25-26 มีนาคม 2524

- ประธานาธิบดีซูฮาร์โตเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ระหว่าง 14-15 ธันวาคม 2538 และการประชุมสุดยอดเอเชีย-ยุโรป เมื่อ 1-2 มีนาคม 2539

- ประธานาธิบดีอับดุรเราะหมาน วาฮิด เดินทางเยือนไทย เพื่อทำความรู้จักกับผู้นำอาเซียน หลังจากเข้ารับตำแหน่งใหม่ระหว่าง 7-8 พฤศจิกายน 2542

- ประธานาธิบดีอับดุรเราะหมาน วาฮิด เข้าร่วมการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 ระหว่าง 11-13 กุมภาพันธ์ 2543

- ประธานาธิบดีอับดุรเราะหมาน วาฮิด เยือนไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่าง 9-10 พฤษภาคม 2543 โดยได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และพบหารือกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี รวมทั้งได้เข้าร่วมงานฉลอง 100 ปี ชาตกาล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส และรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย

- ประธานาธิบดีอับดุรเราะหมาน วาฮิด เยือนไทย ระหว่าง 14-15 ธันวาคม 2543 เพื่อรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย

- ประธานาธิบดีอับดุรเราะหมาน วาฮิด เยือนไทย ระหว่าง 14-15 พฤษภาคม 2544 เพื่อหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-อินโดนีเซีย

- ประธานาธิบดีเมฆาวดี ซูการ์โนบุตรี เดินทางเยือนไทย ระหว่างวันที่ 24-25 สิงหาคม 2544 เพื่อทำความรู้จักกับผู้นำอาเซียนภายหลังการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี

-ประธานาธิบดีเมฆาวดี ซูการ์โนบุตรี เดินทางเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมประชุม SARS Summit ที่กรุงเทพฯ 29 เมษายน 2546

-ประธานาธิบดีเมฆาวดี ซูการ์โนบุตรี เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่าง 29-31 สิงหาคม 2546 และเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพบหารือข้อราชการกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

-ประธานาธิบดีเมฆาวดี ซูการ์โนบุตรี เดินทางมาเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมเอเปค ระหว่าง 19-21 ตุลาคม 2546

การเยือนอินโดนีเซียของผู้นำไทย

- ฯพณฯ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี เยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ เมื่อ 26-28 เมษายน 2536 และนำคณะเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำรัฐบาลของประเทศในกลุ่ม APEC เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2537

- ฯพณฯ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี เยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่าง 24-25 เมษายน 2539 และไปร่วมพิธีศพภริยาประธานาธิบดีซูฮาร์โต เมื่อ 29 เมษายน 2539

- ฯพณฯ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี เยือนอินโดนีเซีย ระหว่าง 2-3 มกราคม 2540

- ฯพณฯ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี เยือนอินโดนีเซีย ระหว่าง 1-2 มีนาคม 2541

- ฯพณฯ พตท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่าง 17-18 มกราคม 2545

- ฯพณฯ พตท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนเกาะบาหลี อินโดนีเซีย เพื่อเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านยางพาราระหว่างไทย-อินโดนีเซีย-มาเลเซีย วันที่ 8 สิงหาคม 2545

- ฯพณฯ พตท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนเกาะบาหลี เพื่อเข้าร่วมการประชุม ASEAN Summit ระหว่าง 6-8 ตุลาคม 2546 และในระหว่างการประชุมดังกล่าว ได้เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงผู้ถือหุ้น (Shareholders' Agreement) ของบริษัทร่วมทุน
3 ฝ่าย ไทย-อินโดนีเซีย-มาเลเซียในเรื่องยางพารา

ความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง

ทั้งสองฝ่ายมีประเพณีการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำทางทหาร โดยผู้นำทางทหารของทั้งสองประเทศจะเดินทางไปทำความรู้จักกันในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ และเยี่ยมอำลาในโอกาสพ้นจากตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือต่างๆ ดังนี้

-คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเดินทาง ไปเยือนอินโดนีเซียเพื่อแลกเปลี่ยนการเยือนกับนักศึกษาจาก National Resilience Institute ของอินโดนีเซีย เป็นประจำทุกปี
-การฝึกร่วมหน่วยรบพิเศษของกองทัพบก (Tiger Joint Exercise) เริ่มในปี 2540
-การฝึกร่วมของกองทัพเรือทุกสองปี (Sea Garuda)
-การฝึกร่วม Elang ของกองทัพอากาศ
-การแลกเปลี่ยนนักเรียนเสนาธิการทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และการแลกเปลี่ยนการเยือนของคณาจารย์และนักเรียนเสนาธิการทหารทั้งสามเหล่าทัพ
-การแลกเปลี่ยนการเยือนของอธิบดีกรมตำรวจ และผู้บัญชาการตำรวจอินโดนีเซียและการแลกเปลี่ยนนักเรียนตำรวจ ปีละ 1 คน
-การร่วมสังเกตการณ์การซ้อมรบร่วม โดยฝ่ายไทยได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การซ้อมรบของกองทัพ อินโดนีเซียที่บริเวณหมู่เกาะนาทูน่าตอนเหนือ ในปี 2539 และฝ่ายอินโดนีเซียได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การซ้อมรบระหว่างไทย-สหรัฐฯ (Cobra Gold) ในปี 2540
-รัฐบาลไทยส่งคณะนายทหารผู้สังเกตการณ์สันติภาพ 46 นาย เข้าร่วมสังเกตการณ์สันติภาพในจังหวัดอาเจห์ ระหว่าง 9 ธันวาคม 2545-12 พฤษภาคม 2546

สนธิสัญญาและความตกลงทวิภาคีระหว่างไทย-อินโดนีเซีย

1. สนธิสัญญาทางไมตรีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (3 มีนาคม 2497)
2. ความตกลงว่าด้วยการบริการทางอากาศ (8 มีนาคม 2510 ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาแก้ไขความตกลงฯ )
3. ความตกลงว่าด้วยการแบ่งเขตไหล่ทวีปในตอนเหนือของช่อแคบมะละกาและในทะเลอันดามัน (17 ธันวาคม 2514)
4. สนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (9 มิถุนายน 2519)
5. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการศาล (8 มีนาคม 2521)
6. ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน (25 มีนาคม 2524)
7. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านป่าไม้ (27 พฤษภาคม 2527)
8. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านถ่านหิน (12 มกราคม 2533)
9. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ การวิจัย และเทคโนโลยี (2533)
10. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (18 มกราคม 2535)
11. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร (22 กุมภาพันธ์ 2527 ปรับปรุงแก้ไขปี 2539)
12. ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (17 กุมภาพันธ์ 2541)
13. พิธีสารว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้าและการท่องเที่ยว (15 พฤษภาคม 2544)
14. ความตกลงวัฒนธรรมไทย-อินโดนีเซีย (17 มกราคม 2545)
16. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านประมงไทย-อินโดนีเซีย (17 มกราคม 2545)
17. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (23 พฤษภาคม 2546)

ความสัมพันธ์ด้านการค้า

- ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้าอินโดนีเซียเป็นส่วนใหญ่ (ยกเว้นในปี 2542) โดยในปี 2546 ไทยได้ดุล 555.10 ดอลลาร์สหรัฐ

- สินค้าที่ไทยส่งออกไปอินโดนีเซียที่สำคัญได้แก่ น้ำตาลทราย เคมีภัณฑ์ น้ำมันดิบ ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ เส้นใยประดิษฐ์ เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และข้าว

- สินค้าที่ไทยนำเข้าจากอินโดนีเซียที่สำคัญได้แก่ เคมีภัณฑ์ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สินแร่และโลหะอื่นๆ เศษโลหะ ถ่านหิน น้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันเบรก เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ด้ายทอผ้าและด้ายเส้นเล็ก เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ กระดาษ กระดาษแข็งและผลิตภัณฑ์

สถิติการค้าไทย-อินโดนีเซีย

ปี 2539 มูลค่าการค้าเท่ากับ 1,906.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 30.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปี 2540 มูลค่าการค้าเท่ากับ 2,144.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 366.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปี 2541 มูลค่าการค้าเท่ากับ 1,868.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 98.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปี 2542 มูลค่าการค้าเท่ากับ 2,064.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยขาดดุลการค้า 127.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปี 2543 มูลค่าการค้าเท่ากับ 2,647.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 62.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปี 2544 มูลค่าการค้าเท่ากับ 2,728.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 11.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปี 2545 มูลค่าการค้า 3,228 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 132.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปี 2546 มูลค่าการค้า 4,066.70 ดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 555.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปี 2547 (ม.ค.-ก.พ.) มูลค่าการค้า 756.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความสัมพันธ์ด้านการลงทุน

ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ (2540) การลงทุนของไทยในอินโดนีเซียไม่เพิ่มมากนัก ประเภทของการลงทุนได้แก่การเลี้ยงสัตว์และผลิตอาหารสัตว์ เพาะเลี้ยงไก่ ฟาร์มกุ้ง โรงงานผลิตยิปซั่ม กระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องปูพื้น โครงการปิโตรเคมี เหมืองแร่
ถ่านหิน อุตสาหกรรมการประมงและโทรคมนาคม การลงทุนที่สำคัญของไทยมีดังนี้
- การเลี้ยงสัตว์และผลิตอาหารสัตว์ (ซีพี) เพาะเลี้ยงไก่ และฟาร์มกุ้ง ในสุมาตราเหนือและลัมปุง
- โครงการของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ได้แก่ โรงงานผลิตยิปซั่ม กระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องปูพื้น และโครงการปิโตรเคมี
- เหมืองแร่ถ่านหิน ได้แก่ บริษัทบ้านปู ลานนาลิกไนท์ และ EGCO
- อุตสาหกรรมการประมง ซึ่งอินโดนีเซียเป็นแหล่งทำการประมงนอกน่านน้ำที่ใหญ่ที่สุดของไทย
- โทรคมนาคม (บริษัท Jusmin ร่วมลงทุนกับ Nusantara Pacific และ Philippines Long Distance Telecommunication ตั้งบริษัท Asia Cellular Sattlelite
- ในเดือนตุลาคม 2544 ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) ได้เข้าซื้อหุ้นร้อยละ 40 ของบริษัท New Links Energy Resources จำกัดซึ่งถือหุ้นของบริษัท Medco Energi Internasional TBK. (Medco) ร้อยละ 85.44 ซึ่งเท่ากับปตท.สผ.ซื้อหุ้น Medco ทางอ้อมในราคาซื้อขายที่ 223.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (บริษัท Medco Energi เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียทำธุรกิจด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มีอัตราการผลิตน้ำมันสูงเป็นอันดับ 3 ของอินโดนีเซีย โดยบริษัท ปตท.สผ.จะมีสิฺทธิ์ซื้อนำ้มันดิบร้อยละ 50ของสัดส่วนที่ Medco ได้รับจากการดำเนินการซึ่งมีปริมาณมากกว่า 10,000 บาร์เรลต่อวันและเป็นน้ำมันที่เหมาะสมสำหรับใช้ในไทยได้)

การลงทุนของอินโดนีเซียในไทย

ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่ปรากฏข้อมูลความเคลื่อนไหวด้านการลงทุน จากอินโดนีเซียในไทยมากนัก อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2541-2543 อินโดนีเซียเป็นประเทศอาเซียนที่ลงทุนในไทยเป็นลำดับที่สาม รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยมีโครงการซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้นสองโครงการในปี 2541 ห้าโครงการในปี 2542 และสี่โครงการในปี 2543 ด้วยมูลค่าการลงทุน 480 ล้านบาท 1,149 ล้านบาทและ 1,300 ล้านบาทตามลำดับ ทั้งนี้โครงการลงทุนที่สำคัญของอินโดนีเซียที่มีเงินลงทุนสูง ได้แก่

1) โครงการผลิตอาหารทะเลแห้งของบริษัทหาดใหญ่มารีนโปรดักซ์ จำกัด ซึ่งเป็นการลงทุนร่วมระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ มีมูลค่าการลงทุน 662.4 ล้านบาท

2) บริษัทอินเตอร์ รูฟ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผลิต Tin Plate ซึ่งเป็นการลงทุนร่วมระหว่างอินโดนีเซีย และไลบีเรีย มีมูลค่าการลงทุน 430 ล้านบาท

3) บริษัทไทยบรันตามูเลีย จำกัด ผลิต Tyre Cord ประมาณปีละ 4,800 ตัน เป็นหุ้น อินโดนีเซียทั้งสิ้น มีมูลค่าการลงทุน 390 ล้านบาท เป็นต้น

- กล่าวโดยรวม อินโดนีเซียลงทุนในสาขาอุตสาหกรรมและผลิตผลจากการเกษตรมากที่สุด รองลงมาคือสาขาอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ กระดาษ พลาสติก นอกจากนั้น เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ เซรามิกส์ โลหะขั้นมูลฐาน อุตสาหกรรมเบา และอุตสาหกรรมเครื่องจักร ตามลำดับ

กลไกความร่วมมือระหว่างไทย-อินโดนีเซีย

- ไทยและอินโดนีเซียมีกลไกความร่วมมือในรูปของคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (JC) ซึ่งได้มีการประชุมไปแล้ว 5 ครั้ง โดยครั้งล่าสุด อินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพการประชุม JC ครั้งที่ 5 ระหว่าง 21-23 พฤษภาคม 2546 ที่นครย็อกยาการ์ตา

- สำหรับภาคเอกชน ได้มีการลงนาม MOUการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย (Thai-Indonesian Business Council) เมื่อ 27 พ.ค.2546และมีการประชุมร่วมระหว่างสภาธุรกิจไทย-อินโดนีเซียและอินโดนีเซีย-ไทย ครั้งแรกที่อินโดนีเซียเมื่อ 26 เมษายน 2547 ที่กรุงจาการ์ตา

การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

- เมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 อินโดนีเซียประสบปัญหากรณีไฟไหม้ป่าบนเกาะสุมาตรา และเกาะกาลิมันตัน ไทยได้ให้ความช่วยเหลือโดยส่งเครื่องบินตรวจสภาพอากาศ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญและคณะเจ้าหน้าที่เข้าร่วมปฏิบัติการกับทางการอินโดนีเซียในการดับไฟป่า
- เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2541 ไทยได้บริจาคเวชภัณฑ์ มูลค่า 1 ล้านบาท ให้แก่ชาวอิเรียนจายาของอินโดนีเซีย ซึ่งประสบปัญหาโรคระบาด ความแห้งแล้งและอดอยาก
- ในปี 2541 ไทยได้บริจาคข้าวสารจำนวน 5,000 ตัน เพื่อช่วยเหลือชาวอินโดนีเซียในช่วงเกิดภัยแล้ง EL NINO ซึ่งทำให้อินโดนีเซียเกิดวิกฤตการณ์ทางอาหาร
- ในปี 2541 สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงจาการ์ตา ได้ระดมเงินบริจาคจากชาวไทยและธุรกิจไทยในอินโดนีเซียมอบให้แก่องค์กรสาธารณกุศลอินโดนีเซีย เพื่อสงเคราะห์คนยากจน
- เมื่อเดือนตุลาคม 2542 ไทยได้บริจาคข้าวสารมูลค่า 2 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนชาวติมอร์ตะวันออก
- เมื่อเดือนมิถุนายน 2543 ไทยได้มอบเงินช่วยเหลือชาวอินโดนีเซียซึ่งประสบภัยแผ่นดินไหวที่สุลาเวสีและสุมาตราเป็นจำนวน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ
- เมื่อเดือนสิงหาคม 2544 ไทยได้มอบเงินช่วยเหลือชาวอินโดนีเซียซึ่งประสบอุทกภัยเป็นจำนวนเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ
โดยมอบผ่านประธานาธิบดีเมฆาวตีซึ่งอยู่ในระหว่างการเยือนไทย
- เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2545 ไทยได้มอบความช่วยเหลือมูลค่า 1 ล้านบาทแก่อินโดนีเซีย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในกรุงจาการ์ตาและพื้นที่ใกล้เคียง
- เมื่อ 1 มีนาคม 2547 ออท. ณ กรุงจาการ์ตา ได้มอบเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยภิบัติจากแผ่นดินไหวที่เมือง Nabire จ.ปาปัวตะวันตก อซ. ทั้งนี้ แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 6 และ 7 ก.พ. 2547 มีความรุนแรงวัดได้ 6.9 และ 7.1 ริคเตอร์ตามลำดับ มีผู้เสียชีวิต 27 ราย ผู้บาดเจ็บกว่า 150 คน

ผู้แทนทางการทูต
ฝ่ายไทย

เอกอัครราชทูตไทยประจำอินโดนีเซีย นางอัจฉรา เสริบุตร (H.E. Mrs. Atchara Seriputra
ที่อยู่
The Royal Thai Embassy
74, Jalan Imam Bonjol,
Jakarta Pusat 10310
Indonesia
Tel. 001-62-21-390-4052
Fax 001-62-21-310-7469, 319-01411
E-mail: thaijkt@indo.net.id
ฝ่ายอินโดนีเซีย
เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย
ที่อยู่
The Embassy of the Republic of Indonesia
600-602 Pectchburi Road,
Bangkok 10400
Tel (66) 2-252-3135-40 Fax (66) 2-255-1267

ระเบียบการและเอกสารยื่นขอวีซ่าเข้า BALI
1. คนไทยอยู่ได้ 2 เดือนโดยไม่ต้องใช้วีซ่า
2. สำหรับคนจีนต้องใช้รูปถ่าย 1 นิ้ว 2 ใบ + 1,600 บาท + passport + Air Ticket
เจ้าหน้าที่จะเป็นผู้แจ้งว่าต้องใช้เวลากี่วันทำการ ในการ ทำวีซ่า

เวลาทำการของสถานทูต
Tel : 02 250-3135-9 Fax : 02 255-1267 09:00-16:00 ( Mon - Fri )
ถนนเพชรบุรี

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ  คลิกที่นี่