Make your own free website on Tripod.com

















 

สาธารณรัฐอินเดีย

Republic of Indiaข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง
ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้
ทางทิศเหนือ ติดกับจีน เนปาล และภูฏาน
ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ติดกับปากีสถาน
ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ติดพม่า
ทางตะวันออกเฉียงใต้และตะวันตกเฉียงใต้ ติดมหาสมุทรอินเดีย
ทางตะวันออกติด บังกลาเทศ

พื้นท
ี่ 3,287,590 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่กว่าไทยประมาณ 6 เท่า)

ประชากร
ประมาณ 1,000 ล้านคน

เชื้อชาติ อินโด-อารยัน ร้อยละ 72 ดราวิเดียน ร้อยละ 25 มองโกลอยด์ ร้อยละ 2 และอื่นๆร้อยละ1

อัตราการเพิ่มของประชากร ร้อยละ 1.8 (ค.ศ. 1999)

อัตราการรู้หนังสือ
ร้อยละ 52.1

ภาษา ภาษาฮินดีเป็นภาษาราชการ โดยมีภาษาอังกฤษเป็นภาษารอง อีกทั้งรัฐธรรมนูญอินเดียยังรับรองภาษาท้องถิ่น อีก 16 ภาษาที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง อาทิ เตลูกู เบงกาลี มาราธี ทมิฬ อูรดู กุจราดี และปัญจาบี

ศาสนา นับถือศาสนาฮินดู ร้อยละ 81.3 มุสลิมร้อยละ 12 คริสต์ ร้อยละ 2.3 ซิกข์ร้อยละ 1.9 อื่น ๆ (พุทธ เชน และนาซิ)ร้อยละ 2.5


เมืองหลวง กรุงนิวเดลี (New Delhi)

สกุลเงิน รูปี อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 46 รูปี (เมษายน ค.ศ. 2001)

วันสำคัญ วันชาติ (Republic Day) วันที่ 26 มกราคม วันเอกราช (Independence Day) วันที่ 15 สิงหาคม

ระบบการเมือง ประชาธิปไตยภายใต้ระบบรัฐสภา

ประมุขของรัฐ นาย Kocheril Raman Narayanan ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี(ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1997)

ประธานสภาสูง(ราชยสภา) นาย Krishan Kant รองประธานาธิบดี ทำหน้าที่ประธานสภาสูงโดยตำแหน่ง

ประธานสภาผู้แทนราษฎร (โลกสภา) :นาย Ganti Mohana Balayogi (เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1999)

นายกรัฐมนตรี :นาย Atal Behari Vajpayee (เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1999)

รัฐมนตรีต่างประเทศ : นาย Jaswant Singh (เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1999)

โครงสร้างการปกครอง : ฝ่ายนิติบัญญัติ ระบบรัฐสภา ประกอบด้วยราชยสภา (Rajya Sabha) หรือสภาสูง มีสมาชิกจำนวน 245 คน สมาชิกส่วนใหญ่ มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม อีกส่วนมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี และโลกสภา (Lok Sabha) หรือสภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกจำนวน 545 คน สมาชิกจำนวน 543 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงและอีก 2 คน มาจากการคัดเลือกของประธานาธิบดี จากกลุ่มอินโด-อารยันในประเทศอยู่ในวาระคราวละ 5 ปี เว้นเสียแต่จะมีการยุบสภา
ฝ่ายบริหาร - คณะรัฐมนตรี (Council of Ministers) มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล
ฝ่ายตุลาการ - ศาลฎีกา (Supreme Court) เป็นศาลสูงสุดของประเทศ ผู้พิพากษาประจำศาลฎีกา มีจำนวนไม่เกิน 25 คน แต่งตั้งโดยประธานาธิบดีระดับรัฐ มีศาลสูง (High Court) เป็นศาลสูงสุดของแต่ละรัฐ รองลงมาเป็น Subordinate Courts ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ
การปกครอง ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ และเป็นประมุขของฝ่ายบริหาร แต่อำนาจการบริหารที่แท้จริงอยู่ที่นายกรัฐมนตรีอำนาจการปกครองแบ่งแยกออกเป็นรัฐต่าง ๆ 25 รัฐ และสหภาพอาณาเขตของรัฐบาลกลาง (Union Territories) อีก 7 เขต ขณะนี้ (มกราคม 2544) โลกสภาได้เห็นชอบร่างรัฐ-บัญญัติในการจัดตั้งรัฐใหม่ 3 รัฐ คือ รัฐฉัตตีสครห์ (Chattisgarh) รัฐอุตตะรันจัล (Uttaranchal) และรัฐฉรขันท์ (Jharkhand) ซึ่งแยกออกจากรัฐมัธยประเทศ อุตตระประเทศ และรัฐพิหาร ตามลำดับ


การเมืองการปกครอง

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

ประมาณ 1,500 ปีก่อนคริสต์กาล ชาวดราวิเดียน (Dravidian) และชาวอารยัน (Aryan) เริ่มกำเนิดอารยธรรมต่าง ๆ ในลุ่มแม่น้ำสินธุ ต่อมาในสมัยอาณาจักรเมาระยะ (ประมาณ 300 ปีก่อนคริสต์กาล) ซึ่งมีดินแดนในตอนเหนือตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำอินดุสจรดอ่าวเบงกอล พระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างความรุ่งเรืองในการปกครอง ตลอดจนการสนับสนุนการเผยแพร่พุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์โมกุล (คริสต์ศตวรรษที่ 16 – 18) เป็นสมัยที่มีการแพร่ขยายอิทธิพล วัฒนธรรมโมกุลอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านการปกครอง ภาษา ศิลปะ สถาปัตยกรรม และศาสนาอิสลาม อังกฤษเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในอนุทวีป ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 เพื่อค้าขายพร้อม ๆ กับครอบครองดินแดนและแทรกแซงในการเมืองท้องถิ่น จนกระทั่งอินเดียตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1877 โดยมีสมเด็จพระราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดินีแห่งอินเดีย หลังจากการรณรงค์ต่อสู้กับการปกครองของอังกฤษมาเป็นเวลานาน อินเดียจึงได้รับเอกราชเมื่อปี ค.ศ. 1947 และได้รับการสถาปนาเป็นสาธารณรัฐอินเดียในปี ค.ศ. 1950

การเมืองภายใน

อินเดียมีการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นสมัยที่ 13 เมื่อวันที่ 5 กันยายน - 3 ตุลาคม ค.ศ. 1999 ภายหลังจากที่รัฐบาลชุดก่อนของนายกรัฐมนตรี Atal Behari Vajpayee ได้แพ้การพิสูจน์เสียงข้างมาก (Vote of Confidence) ในโลกสภาเพียง 1 เสียง เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1999 เนื่องจากพรรค All India Anna Dravida Munnetra Kazagham (AIADMK) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลได้ประกาศถอนการสนับสนุนรัฐบาลผสมของนาย Vajpayee อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งปรากฏว่านาย Vajpayee ผู้นำพรรคภารติยะ ชนตะ (Bharatiya Janata Party : BJP) ซึ่งร่วมกับพรรคการเมืองอื่น ๆ อีก 25 พรรค ในนามพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ (National Democratic Alliance : NDA) ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด ส่งผลให้นาย Vajpayee เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอินเดียอีกสมัย โดยได้กระทำพิธีสาบานตนรับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1999 มีเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎร (โลกสภา) อินเดีย ทั้งสิ้น 296 เสียง จากจำนวนเสียงทั้งหมด 543 เสียง ซึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันของอินเดียเป็นรัฐบาลผสมเสียงข้างมาก ซึ่งนับว่ามีฐานเสียงแข็งแกร่งกว่าเดิม (ครั้งที่แล้ว พรรค BJP และพันธมิตรจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยด้วยคะแนนเสียง 264 เสียง) ส่วนพรรคคองเกรส และพรรคพันธมิตรได้รับคะแนนเสียงเพียง 134 เสียงเท่านั้น (พรรคคองเกรสพรรคเดียวได้ 112 เสียง) ซึ่งนับว่าเป็นคะแนนเสียงที่ต่ำที่สุดในรอบ 50 ปีของประวัติศาสตร์การเมืองของพรรคคองเกรส ส่งผลให้พรรคคองเกรสและพันธมิตรเป็นพรรคฝ่ายค้าน


เศรษฐกิจการค้า
อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์ภายในประเทศเบื้องต้น (GDP Growth) ร้อยละ 5.8 (ค.ศ. 2000)

รายได้ประชาชาติเบื้องต้นต่อหัว (per – capita GNP)415 ดอลลาร์สหรัฐ (ค.ศ. 1999)

เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 39 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (รวมมูลค่าทองคำ) (ค.ศ. 2000)

ผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ
1,760 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (สิงหาคม ค.ศ. 1999)

อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย ร้อยละ 6.0 (ค.ศ. 2000)

ดุลการค้า อินเดีย – โลก ขาดดุล 17.10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (กันยายน ค.ศ. 2000)

มูลค่าการส่งออก 21.70 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (เมษายน-กรกฎาคม ค.ศ. 2000)

มูลค่าการนำเข้า 38.80 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (เมษายน-กรกฎาคม ค.ศ. 2000)

การลงทุนของต่างชาติระหว่างปี 1998 – 1999 2.46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

มูลค่าตลาดทุน 11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค.ศ.2000)

ประเทศคู่ค้าสำคัญ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนี ซาอุดีอาระเบีย และสหราชอาณาจักร

สินค้าออกที่สำคัญ อัญมณี และกึ่งอัญมณี ไข่มุก เสื้อผ้าสำเร็จรูป ชา และกาแฟ ผลิตภัณฑ์ซอฟท์แวร์ ยาและเวชภัณฑ์

สินค้าเข้าที่สำคัญ น้ำมันปิโตรเลียม เครื่องจักร อัญมณีและกึ่งอัญมณี แร่เหล็กและน้ำมันพืช


ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐอินเดีย
อินเดียกับไทยมีความผูกพันด้านศาสนา ภาษา วัฒนธรรม ศิลปะ และสถาปัตยกรรมมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช (ปี 329 ก่อนคริสตกาล หรือพุทธศักราช 300) ได้มีการเผยแพร่พระพุทธศาสนาเข้ามาในดินแดน “สุวรรณภูมิ” ในปัจจุบัน มรดกทางวัฒนธรรมและประเพณีจากอนุทวีปยังคงมีอิทธิพลสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของคนไทย

ความสัมพันธ์ทางการทูต
ไทยและอินเดียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1947 โดยในระยะแรกอยู่ในระดับอัครราชทูต ต่อมา ได้ยกระดับขึ้นเป็นระดับเอกอัครราชทูต เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1951 ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้น ประเทศไทยได้ตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ที่บอมเบย์เมื่อปี ค.ศ. 1872 และที่กัลกัตตาเมื่อปี ค.ศ. 1876 ซึ่งปัจจุบันสถานกงสุลใหญ่ทั้งสองแห่งเป็นสถานกงสุลอาชีพ มีกงสุลใหญ่ไทยเป็นหัวหน้าสำนักงาน สำหรับอินเดียนั้น นอกจากจะเปิดสถานเอกอัครราชทูตอินเดียที่กรุงเทพฯ แล้ว ยังมีสถานกงสุลของอินเดียที่เชียงใหม่อีกแห่งด้วย และในปีค.ศ. 2000 ฝ่ายไทยได้อนุญาตให้อินเดียเปิดสถานกงสุลอาชีพขึ้นอีกหนึ่งแห่งที่จังหวัดสงขลา

ความสัมพันธ์ทางการเมือง
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินเดียอยู่ในระดับปกติไม่มีปัญหาใด ๆ ระหว่างกัน แม้ในอดีตทั้งสองฝ่ายจะมีความเห็นต่อกรณีกัมพูชาแตกต่างกัน โดยอินเดียให้การรับรองระบอบเฮงสัมริน และงดออกเสียงต่อร่างข้อมติอาเซียนเรื่องกัมพูชาในสหประชาชาติ อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น การเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศและการดำเนินนโยบายเปิดเสรีทางเศรษฐกิจของอินเดีย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอินเดียมีความใกล้ชิดมากขึ้นตามลำดับ มีการแลกเปลี่ยนการเยือนและการพบปะหารือในระดับสูงอยู่โดยสม่ำเสมอ


การแลกเปลี่ยนการเยือน
ฝ่ายไทย

- ระหว่างวันที่ 10 – 28 มีนาคม ค.ศ. 1987 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดียในฐานะอาคันตุกะของรองประธานาธิบดีอินเดีย
- ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 1 เมษายน ค.ศ. 1989 พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ นับเป็นการเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายก- รัฐมนตรีไทย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
- ระหว่างวันที่ 7 – 21 เมษายน ค.ศ. 1992 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือนประเทศอินเดียอย่างเป็นทางการ
- ระหว่างวันที่ 9 – 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1994 นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทวงการต่างประเทศเยือนอินเดียตามคำเชิญของนาย Salman Khurshid รัฐมนตรีช่วยว่าการ-กระทรวงการต่างประเทศอินเดีย
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม ค.ศ. 1996 เพื่อทรงร่วมพิธีมอบรางวัล UNEP Sasakawa Environment Prize
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 21 – 25 ธันวาคม ค.ศ. 1996
- นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนอินเดีย ระหว่างวันที่ 27 – 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1997 เพื่อหาลู่ทางขยายการค้าและการลงทุนไปกรอบของ BIST-EC
- พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ประธานที่ปรึกษาพิเศษของนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศ เดินทางไปกรุงนิวเดลีในฐานะผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรีระหว่างวันที่ 24 – 25 มิถุนายน ค.ศ. 1997

- สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการพร้อมด้วย พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และ หม่อมเจ้าหญิงสิริวัณวรี มหิดล ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรองประธานาธิบดีอินเดีย ระหว่างวันที่ 23 – 27 ธันวาคม ค.ศ. 1998
- นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม ค.ศ. 2000 ตามคำเชิญของ นาย Jaswant Singh รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดียเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างทั้งสองประเทศ
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ วางศิลาฤกษ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 2001
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดียเป็นการส่วนพระองค์ ระหว่างวันที่ 2-12 เมษายน ค.ศ. 2001
- นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 11-14 กรกฎาคม
ค.ศ. 2001

ฝ่ายอินเดีย
- ระหว่างวันที่ 19 – 20 ตุลาคม ค.ศ. 1996 นายราจีฟ คานธี นายกรัฐมนตรีของอินเดียเยือนไทยอย่างเป็นทางการโดยเป็นแขกของ
พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี
- ระหว่างวันที่ 7 – 10 เมษายน ค.ศ. 1993 นาย P V Naraslimha Rao นายกรัฐมนตรีอินเดีย เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
- ระหว่างวันที่ 6 – 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1999 นาง Vasundhara Raje รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดียเยือนไทยอย่างเป็นทางการ


ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ

- ระหว่างวันที่ 24 – 25 สิงหาคม ค.ศ. 1999 นาย Krishan Kant รองประธานาธิบดีอินเดียแวะผ่านประเทศไทยเพื่อเดินทางต่อไประเทศมองโกเลีย และได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร

ความตกลงทวิภาคีต่าง ๆ
ทั้งสองฝ่ายมีความตกลงสำคัญระหว่างกันหลายฉบับ ดังนี้
1. ความตกลงทางการค้า (ค.ศ. 1968)
2. ความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศ (ค.ศ. 1969)
3. ความตกลงทางด้านวัฒนธรรม (ค.ศ. 1977)
4. ความตกลงว่าด้วยการแบ่งเขตกันทะเลในทะเลอันดามัน (ค.ศ. 1978)
5. ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน (ค.ศ. 1985)
6. บันทึกความเข้าใจเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee) (ค.ศ. 1985)
7. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการระหว่างสถาบันวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กับสภาวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม แห่งอินเดีย (ค.ศ. 1986)
8. ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อความร่วมมือทวิภาคีไทย – อินเดีย (Thai Indian Joint Commission for Bilateral Cooperation) (ค.ศ. 1989)
9. บันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือระหว่างบริษัทเพื่อการสำรวจและ ผลิตปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย กับคณะกรรมาธิการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอินเดีย (ค.ศ. 1989)
10. ความตกลงเพื่อการร่วมมือระหว่างสภาอุตสาหกรรมไทยกับสภาหอการค้าและ อุตสาหกรรมอินเดีย (ค.ศ. 1990)
11. ความตกลงระหว่างสภาหอการค้าไทย กับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินเดียเพื่อ ความร่วมมือ และการจัดตั้งสภาธุรกิจร่วม (Joint Business Council) (ค.ศ. 1990)
12. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กับ Foreign Investment Promotion Promotion Board ของอินเดีย (ค.ศ. 1997)
13. ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (ค.ศ. 2000)
14. ความตกลงว่าด้วยการใช้พลังงานปรมาณูเพื่อวัตถุประสงค์ในทางสันติ (ค.ศ. 2000)


ความสัมพันธ์ทางการค้า
มูลค่าการค้าไทย – อินเดียนับว่าอยู่ในระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับการค้าทั้งหมดของไทย โดยการส่งออกของไทยไปอินเดียมีส่วนเฉลี่ยเพียงประมาณร้อยละ 0.76 ทั้งนี้ เนื่องจากโครงสร้างการผลิตและการส่งออกที่คล้ายคลึงกัน ทำให้ประเทศทั้งสองเป็นคู่แข่งในการส่งออกสินค้าหลายประเภทในตลาดโลก เช่น ข้าว เครื่องหนัง สิ่งทอ ฯลฯ การที่อินเดียสามารถผลิตสินค้าเกษตรกรรมหลายชนิดได้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ ทำให้อินเดียตั้งมาตรการกีดกันสินค้าเข้าประเภทเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภคจากภายนอกไว้สูง อย่างไรก็ตาม ศักยภาพในการขยายปริมาณการค้ายังมีอีกมาก ซึ่งรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอินเดียก็ได้ตั้ง เป้าหมายให้การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 2,000 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 1997 ตามผลของการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมสมัยที่ 3 เมื่อปี ค.ศ. 1996 แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

สถิติการค้าไทย – อินเดีย
สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปอินเดีย ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ผลิตภัณฑ์พลาสติกและเรซิน เส้นใยประดิษฐ์และสิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุอุปกรณ์การขนส่ง (รวมยานยนต์) เคมีภัณฑ์ อัญมณีและเครื่องประดับ และกระดาษหนังสือพิมพ์ สินค้าเกษตร เช่น ยางพารา และน้ำตาลทราย เป็นต้น
สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากอินเดีย ส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบ เช่น เครื่องเพชรพลอย อัญมณี กากน้ำมันพืช (ถั่วเหลือง ถั่วสิลง ผลปาล์ม เมล็ดฝ้าย) เส้นใยสังเคราะห์ เหล็กและเหล็กกล้า ปลาหมึกแช่แข็ง กุ้งสดและกุ้งแช่แข็ง ไขมันและน้ำมันพืช ฯลฯ ประเภทสินค้าทุน ได้แก่ เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และสินค้าอื่น เช่น เวชภัณฑ์ เป็นต้น

ความสัมพันธ์ด้านการลงทุน
การลงทุนจากอินเดียในประเทศไทยระหว่างปี 2538 – 2542 มีจำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริมปีละไม่เกิน 10 โครงการ โดยในปี 2541 โครงการที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมของอินเดียมีมูลค่าสูงถึง 10,157.5 ล้านบาท ทั้งนี้ เพราะมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่มีเงินลงทุนเกินกว่า 1,000 ล้านบาทอยู่ 2 – 3 โครงการ เช่น โครงการในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี (การผลิตเส้นใยสังเคราะห์และการผลิต Pet Resin) และอุตสาหกรรมเบา (กิจการการปั่นด้าย) แต่ในปี 2542 การลงทุนส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดเล็กที่ใช้เงินลงทุนน้อยกว่า 50 ล้านบาท จึงมีมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นเพียง 1,373.7 ล้านบาท และมีการดำเนินการเพียง 2 โครงการ ส่วนในปี 2543 (ม.ค.-พ.ย.) มีโครงการที่ได้รับอนุมัติ 9 โครงการ มีมูลค่าการลงทุนรวม 1,778 ล้านบาท
อุตสาหกรรมหลักที่นักลงทุนอินเดียให้ความสนใจที่จะลงทุนในประเทศไทยส่วนใหญ่ ได้แก่ อุตสาหกรรมเบา และอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ กระดาษพลาสติก โดยจะเน้นการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นหลัก

ในส่วนของการลงทุนในอินเดีย เดิมมักจะมุ่งลงทุนในกิจการประมง เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การแปรรูปสินค้าและสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ ในระยะต่อมานักลงทุนไทยเริ่มหันมาสนใจลงทุนใน อุตสาหกรรมอื่น เช่น การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ กิจการโรงแรม โครงการสัมปทานโทรศัพท์ เป็นต้น

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี
Royal Thai Embassy
56-N, Nyaya Marg, Chanakyapuri,
New Delhi - 110021
หมายเลขโทรศัพท์ : (91-11) 605679, 6118103, 611-8104
โทรสาร : (91-11) 6872029
e-mail address : thaiemb@nda.vsnl.net.in

ระเบียบการและเอกสารยื่นขอวีซ่าเข้า INDIA
1. . ค่าธรรมเนียมในการทำวีซ่า 1,700 บาท อยู่ได้ 6 เดือน
2. ใช้พาสปอร์ตตัวจริง + รูปถ่าย 2 ใบ
คนต่างด้าว จีน อิสราเอล ต้องทำวีซ่า ประมาณ 2,100
บาท อยู่ได้ 6 เดือน / คนอเมริกา ใช้เวลาในการทำวีซ่า
4 วันทำการ ประมาณ 3,100 บาท /
เวลาช้ากว่าเมืองไทย 1 ชม. ครึ่ง

เวลาทำการของสถานทูต INDIA
Tel : 02 258-0300-6 Fax : 02 258-4627
08:30-17:00 ( Mon - Fri ) ซ.ประสานมิตร สุขุมวิท 23

แหล่่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ  คลิี่ี่กที่นี่