Make your own free website on Tripod.com

















 

ประเทศจีน

ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง

ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของทวีปเอเชีย มีพรมแดนติดต่อกับประเทศต่างๆ โดยรอบ 15 ประเทศ คือ เกาหลีเหนือ รัสเซีย มองโกเลีย คาซัคสถาน เคอร์กิชสถาน ทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย เนปาล สิกขิม ภูฐาน พม่า ลาว และเวียดนาม ขณะที่ทิศตะวันออกและทิศใต้จดทะเลเหลือง ทะเลจีนตะวันออก และทะเลจีนใต้

พื้นที่
9.6 ล้านตารางกิโลเมตร มีเส้นพรมแดนทางบกยาวกว่า 2 หมื่นกิโลเมตร

ภูมิประเทศ
ทางตะวันตกส่วนใหญ่เป็นเทือกเขา ทะเลทราย และที่ราบสูง และค่อยๆ ลาดลงทางทิศตะวันออก

รูปแบบการปกครอง สังคมนิยมแบบจีน

ประธานาธิบดี นายหู จิ่นเทา (Hu Jintao)

นายกรัฐมนตรี
นายเวิน เจียเป่า (Wen Jiabao)

รัฐมนตรีต่างประเทศ นายหลี่ จ้าวซิง (Li Zhaoxing)

วันชาติ
1 ตุลาคม (สาธารณรัฐประชาชนจีนได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492 ภายหลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ จีนมีชัยชนะในสงครามกลางเมืองเหนือพรรคก๊กหมินตั๋ง)

ธงชาติ
รูปดาวสีเหลือง 5 ดวงบนพื้นสีแดง (ดาวดวงใหญ่หมายถึงพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเป็นผู้นำ ดาวเล็กๆ ทั้งสี่ดวงหมายถึง “ชนชั้น” ที่ประกอบขึ้นเป็นสังคมจีน คือ ชนชั้นกรรมกร ชนชั้นชาวนา ชนชั้นนายทุนน้อย และชนชั้นนายทุนแห่งชาติ)

เมืองหลวง กรุงปักกิ่ง (ภาษาราชการจีนเรียกว่า “เป่ยจิง” – Beijing)

ประชากร ประมาณ 1,300 ล้านคน

ชนชาติ
มีชนชาติต่างๆ อยู่รวมกัน 56 ชนชาติ โดยเป็นชาว ”ฮั่น” ร้อยละ 93.3 ที่เหลือเป็นชนกลุ่มน้อย ที่สำคัญได้แก่ ชนเผ่าจ้วง หุย อุยกูร์ หยี ทิเบต แม้ว แมนจู มองโกล ไตหรือไท เกาซัน

ภาษา ภาษาจีนกลาง (ผู่ทงฮว่า) เป็นภาษาราชการ ชาวจีนในมณฑลต่างๆ มีภาษาพูดท้องถิ่นที่แตกต่างกัน เช่น เสฉวน หูหนาน กวางตุ้ง ไหหลำ และฮกเกี้ยน

ศาสนา ลัทธิขงจื้อ ศาสนาพุทธ ลัทธิเต๋า ศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์

เขตการปกครอง
การปกครองส่วนกลางแบ่งออกเป็น 23 มณฑล (รวมถึงไต้หวัน) 5 เขตปกครองตนเอง (มองโกเลีย หนิงเซี่ย ซินเจียง กวางสี และทิเบต) 4 มหานครที่ขึ้นต่อส่วนกลาง (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เทียนจิน และฉงชิ่ง และ 2 เขตบริหารพิเศษ(ฮ่องกง และมาเก๊า)

สถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518

เอกอัครราชทูตไทยประจำจีน นายดอน ปรมัติวินัย (เข้ารับหน้าที่เมื่อมกราคม 2544)

เอกอัครราชทูตจีนประจำไทย นายเอี้ยน ถิ่งอ้าย (เข้ารับหน้าที่เมื่อกุมภาพันธ์ 2544)

การเมืองการปกครอง
สถานการณ์ทั่วไปในจีน
การเมือง
(1) การเมืองการปกครอง

ในระบอบการปกครองของจีนพรรคคอมมิวนิสต์จะเป็นผู้กำหนดนโยบายทุกด้านให้รัฐบาลไปปฏิบัติ (รัฐบาลจึงไม่ใช่องค์กรกำหนดนโยบาย) โดยจีนมีนโยบายภายในที่สำคัญ ดังนี้
1.1 เน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเปิดประเทศเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และกำหนดเป้าหมายให้ GDP เพิ่มขึ้นอีก 4 เท่าตัว และทำให้จีนสร้างความกินดีอยู่ดี “เสียวคาง” แก่คนจีนในระดับเดียวกับประเทศที่กำลังพัฒนาในระดับกลาง ภายในปี 2563 (ค.ศ. 2020) ในขณะเดียวกัน ก็ต้องแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของระดับการพัฒนาระหว่างภาคตะวันออกกับภาคตะวันตก ซึ่งอาจนำมาซึ่งปัญหาการเมือง สังคม ความแตกแยกของชนชาติที่รุนแรง จึงได้กำหนดให้พัฒนาภาคตะวันตกไปในเวลาเดียวกันด้วย
1.2 จีนยังไม่เน้นการปฏิรูปทางการเมืองอย่างรวดเร็ว จะดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะเดียวกัน เพื่อลดกระแสกดดันการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมือง ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนประเมินแล้วว่าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในระยะ 10 ปีข้างหน้า นายเจียง เจ๋อหมิน จึงได้เสนอหลักการ 3 ตัวแทนขึ้นมาและบรรจุลงไปในธรรมนูญของพรรค หลักการ 3 ตัวแทน จะสามารถลดแรงกดดันของกลุ่มนายทุนใหม่และนักวิชาการเรื่องปฏิรูปการเมืองได้ โดยพรรคคอมมิวนิสต์เปิดกว้างให้คนเหล่านี้เข้าไปมีส่วนร่วมใน พรรคและการบริหารประเทศได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ จีนได้เริ่มปล่อยให้การปกครองระดับท้องถิ่นในระดับตำบลและเมือง (อำเภอ) มีการเลือกตั้งโดยอิสระแล้วตั้งแต่ปี 2538

หลักการสามตัวแทนได้กำหนดให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นตัวแทนใน 3 ด้าน คือ
(1) ด้านการผลิต โดยดูแลการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
(2) ด้านวัฒนธรรม โดยดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีของจีน และนำวัฒนธรรมอื่นที่ดีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ
(3) เปิดให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นตัวแทนของประชาชนทุกชนชั้น กล่าวคือ ได้เปิดให้กลุ่มนายทุนและนักธุรกิจ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่พรรคกำหนดเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค และมีส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มขึ้น ถือเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพรรคจากตัวแทนเชิงปฏิวัติ หรือตัวแทนของชนชั้นแรงงาน เป็นตัวแทนเชิงบริหาร หรือตัวแทนของประชาชนทุกชนชั้น

(2) พรรคคอมมิวนิสต์จีน
สาธารณรัฐประชาชนจีนปกครองในระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มีพรรค คอมมิวนิสต์จีนซึ่งมีสมาชิกประมาณ 68 ล้านคน (สถิติเดือนกรกฎาคม 2546) เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายด้านต่างๆ ของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จตามแนวทางลัทธิมาร์กซ์-เลนิน ความคิดของอดีตประธานาธิบดีเหมา เจ๋อตง ทฤษฎีการสร้างสรรค์สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีนของเติ้ง เสี่ยวผิง รวมถึงทฤษฎีสามตัวแทนที่ได้รับการบรรจุเข้าในธรรมนูญของรัฐเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2545 โดยรัฐบาลและรัฐสภามีหน้าที่คอยปฏิบัติตามมติและนโยบายที่พรรค กำหนดโดยยึดหลักประชาธิปไตยรวมศูนย์ (Democratic Centralism) ตามธรรมนูญพรรค กำหนดให้มีการประชุมสมัชชาพรรคแห่งชาติ (Party Congress) ทุก 5 ปี นับตั้งแต่ได้มีการจัดตั้งพรรคขึ้นในปี 2464 จนถึงปัจจุบัน พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้จัดให้มีการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แล้วรวมทั้งสิ้น 16 ครั้ง โดยได้จัดประชุมสมัชชาพรรคสมัยที่ 16 ไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2545 ซึ่งนายหู จิ่นเทา ได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ คนปัจจุบัน (วาระ 5 ปี)

การเมืองภายในจีนยังคงมีเสถียรภาพภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อวันที่ 8-14พฤศจิกายน 2545 ได้มีการประชุมสมัชชาพรรคสมัยที่ 16 ซึ่งมีการถ่ายโอนอำนาจจากผู้นำรุ่นที่ 3 ซึ่งมีนายเจียง เจ๋อหมิน เป็นแกนนำ ไปยังรุ่นที่ 4 ซึ่งมีนายหู จิ่นเทา เป็นแกนนำ

ที่ประชุมได้แต่งตั้งนายหู จิ่นเทา เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน สืบแทนนายเจียง เจ๋อหมิน พร้อมทั้งแต่งตั้งสมาชิกถาวรประจำกรมการเมือง (Members of Standing Committee of the Political Bureau of the Central Committee of CPC) อีก 8 คน ถือได้ว่าบุคคลทั้ง 9 คนนี้ เป็นผู้ที่มีความสำคัญทางการเมืองระดับสูงสุดของจีน

ระหว่างวันที่ 5-18 มีนาคม 2546 ได้มีการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติสมัยที่ 10 ขึ้น ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการสรุปผลการบริหารประเทศในช่วง 5 ปี พร้อมทั้งแต่งตั้งผู้นำรัฐบาลชุดใหม่ โดยได้แต่งตั้งให้ นายหู จิ่นเทา เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นประธานาธิบดี (สืบแทนนายเจียง เจ๋อหมิน) และนายเวิน เจียเป่า เป็นนายกรัฐมนตรี (สืบแทนนายจู หรงจี) ในขณะที่ นายเจียง เจ๋อหมิน ยังคงดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่อไปอีกสมัย

ผู้นำจีน
สมัชชาพรรคสมัยที่ 16 ได้คัดเลือกบุคคลเป็นสมาชิกกรมการเมืองจำนวน 25 คน (เพิ่มจากเดิม 3 คน) และสมาชิกกรมการเมือง 25 คนนี้ ได้เลือกตั้งสมาชิกถาวรประจำกรมการเมือง (Standing Committee of the Political Bureau of the Central Committee) จำนวน 9 คน (เพิ่มขึ้นจากเดิม 2 คน) เรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่
(1) นายหู จิ่นเทา
(2) นายอู๋ ปางกั๋ว
(3) นายเวิน เจียเป่า
(4) นายเจี่ย ชิ่งหลิน
(5) นายเจิง ชิ่งหง
(6) นายหวง จวี๋
(7) นายอู๋ กวานเจิ้ง
(8) นายหลี่ ฉางชุน
(9) นายหลัว ก้าน

เศรษฐกิจ
เศรษฐกิจจีนยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องภายใต้นโยบายการปฏิรูปและการเปิดประเทศที่ ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2521 รัฐบาลจีนมีเป้าหมายที่จะเน้นผลผลิตทางการเกษตรให้พอเพียงสำหรับการบริโภคภายในประเทศ ในขณะเดียวกัน ก็จะเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีระดับสูงด้วย

ในปี 2544 จีนได้เข้าเป็นสมาชิก WTO และได้ตั้งเป้าหมายว่า เมื่อถึงปี 2548 การค้า ต่างประเทศจะมีมูลค่า 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยจีนยังเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า จีนตั้งเป้าหมายว่า เมื่อถึงปี 2548 รายได้เฉลี่ยต่อหัวจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,130 เหรียญสหรัฐ และ ปี 2553 จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,600 เหรียญสหรัฐ จาก 860 เหรียญสหรัฐในปัจจุบัน (2544)

สังคม
การเปิดประเทศและการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนส่งผลให้ประชาชนจีนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคมอย่างกว้างขวาง อาทิ ปัญหาการแพร่ขยาย ของอิทธิพลตะวันตก ปัญหายาเสพติด ปัญหาการเพิ่มประชากร ปัญหาความเลื่อมล้ำทางสังคม เนื่องจาก รายได้ของประชาชนในเมืองและชนบทมีความแตกต่างอยู่มาก

รัฐบาลจีนได้พยายามแก้ปัญหาโดยใช้มาตรการควบคุมและรณรงค์ให้ประชาชน ยึดมั่นในอุดมการณ์สังคมนิยมและชาตินิยม ควบคุมสื่อมวลชนและอินเตอร์เน็ต เพื่อควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อประเทศ ขณะเดียวกัน ก็พยายามลดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท ตลอดจนให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนในการประกอบธุรกิจและการดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้น

เศรษฐกิจการค้า
เงินตรา สกุลเงินเรียกว่า “เหรินหมินปี้” โดยมีหน่วยเรียกเป็น “หยวน”

อัตราแลกเปลี่ยน
1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 8.2766 หยวน
1 ยูโร เท่ากับ 8.6718 หยวน
1 หยวน เท่ากับ 4.9 บาท (20 พ.ย. 2546)

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี
ประชากรในเมือง 906 เหรียญสหรัฐ (ปี 2545: เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปี 2544) ประชากรในชนบท 298 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2545: เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากปี 2544)

GDP
ประมาณ 1,233 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าเศรษฐกิจของจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของโลก

GDP Growth
8% (ปี 2545) ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2546 GDP เพิ่มขึ้น 9.9% เปรียบเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2545

ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ
286,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สถิติปี 2545 สูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากญี่ปุ่น)
ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2546 ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศเพิ่มสูงถึง 346,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากญี่ปุ่น

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 0.4

การค้าระหว่างประเทศ
โครงสร้างเศรษฐกิจจีนในปัจจุบัน ประกอบด้วย ภาคอุตสาหกรรม 54% ของ GDP ภาคบริการ 28% ภาคเกษตรกรรม 14% และภาคการก่อสร้างคิดเป็น 4% ของ GDP เศรษฐกิจจีนยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องภายใต้นโยบายการปฏิรูปและการเปิดประเทศที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2521 รัฐบาลจีนมีเป้าหมายที่จะเน้นผลผลิตทางการเกษตรให้พอเพียงสำหรับการบริโภคภายในประเทศ โดยการเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อยกระดับการผลิตและการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมกันด้วย

การค้าระหว่างประเทศของจีนในปี 2545 มีมูลค่ารวม 620,768 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2544 ร้อยละ 24 การค้าระหว่างประเทศของจีนตั้งแต่เดือนมกราคม – ตุลาคม 2546 มีมูลค่า 682.33 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มจากระยะเดียวกันของปี 2545 ร้อยละ 36.4 การส่งออกมีมูลค่า 348.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.8 มูลค่าของสินค้านำเข้าของจีนคิดเป็นมูลค่า 333.73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40

นโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจของจีน มีรายละเอียด ดังนี้
(1) ยึดมั่นการกระตุ้นอุปสงค์ของตลาดภายในประเทศต่อไป
(2) ดำเนินนโยบายการคลังในเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อยึดเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ รวมทั้งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินหยวน
(3) เร่งปรับโครงสร้างด้านการเกษตร การปฏิรูปชนบท และการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร
(4) เร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในเชิงยุทธศาสตร์ โดยเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีแก่วิสาหกิจจีน ยกระดับมาตรฐานเทคโนโลยีการผลิต พัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคคล และใช้โอกาสที่จีนเข้าเป็นสมาชิก WTO ขยายการติดต่อและร่วมมือกับต่างประเทศมากขึ้น
(5) ปรับเปลี่ยนการบริหารงานด้านเศรษฐกิจของภาครัฐ เพื่อความเป็นเอกภาพของนโยบายและความโปร่งใส ซึ่งจะยกระดับการทำงานให้สอดคล้องกับหลักสากล รวมทั้งฝึกฝนอบรมบุคลากรที่เชี่ยวชาญในกฎหมายและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
(6) พัฒนาภาคตะวันตก เพื่อลดความเลื่อมล้ำระหว่างการพัฒนา และมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนทางภาคตะวันออก และตะวันตก
(7) พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมไฮเทค เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน และเพิ่มมูลค่าของสินค้า
(8) จีนมีนโยบายเปิดกว้างด้านตลาดหลักทรัพย์ โดยนักลงทุนต่างชาติที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสามารถยื่นขอใบอนุญาต Qualified Foreign Institutional Investor: QFII จากคณะกรรมการกำกับและดูแลตลาดหลัดทรัพย์จีน (China Securities Regulatory Commission: CSRC) โดยนโยบายดังกล่าวเริ่มใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2545

ในปัจจุบันตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรจีนมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเดิมสงวนไว้สำหรับนักธุรกิจจีนเท่านั้น การเปิดตลาดจึงเปรียบเสมือนการเปิดโอกาสในการลงทุนทีมีมูลค่าสูงให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ขณะเดียวกัน จะช่วยระดมทุนใหม่ ๆ และสร้างความชำนาญให้แก่ตลาดหลักทรัพย์จีน และกระตุ้นให้เกิดแรงซื้อขายในตลาดหุ้น

สินค้าออกที่สำคัญ
เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล เสื้อผ้าและสิ่งทอ รองเท้า ของเด็กเล่น อุปกรณ์กีฬา เชื้อเพลิงธรรมชาติ เคมีภัณฑ์

สินค้าเข้าที่สำคัญ
เครื่องจักรกล เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ เหล็กและเหล็กกล้า เชื้อเพลิงธรรมชาติ

การลงทุนจากต่างประเทศ
ในส่วนของการลงทุนจากต่างประเทศ มูลค่าเงินลงทุนในจีน (FDI) มีมูลค่าประมาณ 52,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2545) เพิ่มขึ้น 12.5% จากปี 2544 จำนวน FDI ที่ลงทุนในประเทศจีนในปี 2545 มีมูลค่าสูงกว่าประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก และคิดเป็นร้อยละ 37 ของ FDI ที่ไหลเข้ามายังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

ประเทศผู้ลงทุนที่สำคัญ
ฮ่องกง ไต้หวัน สหรัฐฯ เยอรมนี สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้

การลงทุนของไทยในจีน
2522-2543 ไทยลงทุนในจีนรวม 3,000 โครงการ มูลค่าการลงทุน 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปี 2544 ไทยลงทุนในจีนรวม 140 โครงการ มูลค่าการลงทุน 194 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 0.41% ของการลงทุนต่างชาติในจีน
ปี 2545 ไทยลงทุนในจีนรวม 161 โครงการ เพิ่มขึ้น 15% คิดเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 359.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 0.47% ของการลงทุนต่างชาติในจีน

การลงทุนของจีนในไทย
การลงทุนของจีนในไทยในช่วงปี 2536-มิถุนายน 2546 มีมูลค่าการลงทุนสะสมประมาณ 398.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยลงทุนในกิจการอุตสาหกรรมเบาร้อยละ 31 อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ กระดาษ และพลาสติกร้อยละ 23 และอุตสาหกรรมโลหะพื้นฐานร้อยละ 17 การลงทุนที่จีนได้รับอนุมัติจากรัฐบาลจีนมีจำนวนทั้งสิ้น 69 โครงการ ประกอบด้วยกิจการก่อสร้าง การค้า ธนาคาร การแปรรูปโลหะ การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ สายการบิน เครื่องจักร ร้านอาหาร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

การค้าของไทยกับจีน
การค้าสองฝ่ายในปี 2545 มีมูลค่าประมาณ 8.452 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.67 จากปี 2544 มูลค่าการส่งออกของไทย คิดเป็น 3.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.74 และนำเข้าจากจีน 4.89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.51 การค้าสองฝ่ายไทย-จีน

การค้าสองฝ่ายตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2546 มีมูลค่า 8.342 พันล้านเดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 41.27 มูลค่าการส่งออกคิดเป็น 4.021 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 68.62 และนำเข้าจากจีน คิดเป็น 4.32 พันดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.74 ไทยขาดดุลการค้าจีน 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าเข้าจากไทย 10 อันดับแรก
เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ยางพารา เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันดิบ แผงวงจรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ข้าว เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์

สินค้าออกมาไทย 10 อันดับแรก
เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ประกอบ เคมีภัณฑ์ ผ้าผืน เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์โลหะ เสื้อผ้า รองเท้าและผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ด้ายทอผ้า เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ แผงวงจรไฟฟ้า

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
สถานะความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน

1. ด้านการเมือง
นับตั้งแต่ไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 ความสัมพันธ์ไทย-จีนดำเนินมาด้วยความราบรื่นบนพื้นฐานของความเสมอภาค เคารพซึ่งกันและกัน ไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน และอยู่ภายใต้หลักการของผลประโยชน์ร่วมกันเพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคง สันติภาพ และเสถียรภาพของภูมิภาค และได้มีการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในอดีต โดยเฉพาะในช่วงสงครามกัมพูชาที่ได้ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันซึ่งเป็นแนวทาง การพัฒนาความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ดีและได้ขยายไปสู่ความร่วมมือทางการค้า เศรษฐกิจ และการลงทุน เมื่อสิ้นสุดสงครามเย็นและจีนสามารถมีความสัมพันธ์กับอาเซียนทุกประเทศแล้ว ความสำคัญของไทยต่อจีนในทางยุทธศาสตร์ได้ลดลงไปจากเดิม ความสัมพันธ์ในปัจจุบันจึงได้เน้นด้านการค้าและ เศรษฐกิจบนพื้นฐานของผลประโยชน์ต่างตอบแทนเป็นหลัก

ไทยกับจีนไม่มีปัญหาหรือข้อขัดแย้งใดๆ ที่ตกทอดมาจากประวัติศาสตร์ การไปมาหาสู่ของผู้นำระดับสูงสุดก็เป็นไปอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะการเสด็จฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อเดือนตุลาคม 2543 การแลกเปลี่ยนการเยือนของนายกรัฐมนตรีไทย-จีน ในปี 2544 การเสด็จฯ เยือนจีนของพระบรมวงศานุวงศ์ของไทยมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างและ กระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รวมทั้งการส่งเสริมมิตรภาพและความเข้าใจระหว่างประชาชนของสองประเทศอีกด้วย

ปัจจุบันความสัมพันธ์ไทย-จีนมีความใกล้ชิดกันมากขึ้นในทุกด้าน ทั้งกรอบทวิภาคี พหุภาคี และเวทีภูมิภาค เช่น ASEAN-China Annual Consultation, ASEAN+3, ARF, ASEM เป็นต้น ในการเยือนจีนเมื่อเดือนสิงหาคม 2544 ไทยและจีนต่างเห็นพ้องที่จะมุ่งพัฒนาความสัมพันธ์และขอบข่ายความร่วมมือระ หว่างกันให้กว้างขวางยิ่งขึ้นในลักษณะของความเป็นหุ่นส่วนทางยุทธศาสตร์ การเยือนจีนของนายกรํฐมนตรีประสบความสำเร็จหลายด้าน เช่น ความร่วมมือด้านยาเสพติด ด้านการเงิน การคลัง พาณิชย์นาวี รวมทั้งได้ลงนามความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างไทย-จีน และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-จีน/ จีน-ไทย

2. ด้านเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2546 ได้มีการลงนามความตกลงเร่งลดภาษีสินค้าผักและผลไม้ระหว่างไทย-จีน (Agreement between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the People's Republic of China on Accelerated Tariff Elimination under the Early Harvest Programme of the Framework Agreement on Comprehensive Economic Cooperation between ASEAN and China) ซึ่งช่วยลดอุปสรรคด้านภาษีในการค้าสินค้าผักและผลไม้ (สินค้าพิกัดภาษี 07 08) ทั้งประเทศไทย และจีนมีความพร้อมในการลดภาษีอยู่แล้ว ซึ่งได้มีผลยกเว้นภาษีสำหรับสินค้า 116 รายการ ในพิกัดภาษี 07 08 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546


ข้อมูลนี้ คัดลอกมาจากเวบของกระทรวงการต่างประเทศ หากท่านต้องการข้อมูลที่อัพเดท สามารถเข้าชมได้ที่เวบไซต์ของ กระทรวงการต่างประเทศครับ
เซี่ยงไฮ้
ข้อมูลพื้นฐาน

พื้นที่ : 6,340 ตารางกิโลเมตร
พลเมือง : 16.7 ล้านคน
ประเทศ : สาธารณรัฐประชาชนจีน
ภาษา : จีนกลาง
เขตเวลา : GMT/UTC +8
รหัสโทรศัพท์ : 021

ช่วงเวลาที่ควรเดินทาง : ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน-กลางพฤษภาคม) และฤดูใบไม้ร่วง
(ปลายกันยายน-กลางพฤศจิกายน) ในฤดูหนาวอุณหภูมิจะต่ำกว่าศูนย์องศา อย่างไรก็ดี ในฤดูร้อนเป็นช่วงฤดู ที่มีนักทอ่งเที่ยวเดินทางมามากที่สุด ซึ่งแม้ว่าอากาศจะร้อนถึง 40 องศาเซลเซียส ก็ตาม อย่างไรก็ดี ควรหลีกเลี่ยงเดินทาง ในช่วงเทศกาล Trade Fair และวันเฉลิมฉลองปีใหม่จีน เพราะการจราจรจะหยุดชะงัก และคลาคล่ำไปด้วยผู้คน
เทศกาล : งานใหญ่ที่สุดในตารางการท่องเที่ยวของเซี่ยงไฮ้คือ
เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ(Spring Festival) ชาวเมืองจะผละจากงาน มาร่วมงานฉลองที่ใหญ่ที่สุดที่จัดขึ้นที่วัดหลงหัว มีการแสดง เชิดสิงโตและมังกร เทศกาลโคมไฟ(Lantern Festival) (กุมภาพันธ์) โดยเฉพาะในสวนยูหยวน จะเต็มไปด้วยสีสัน ของโคมไฟกระดาษหลากสีที่ผู้คนที่ถือมาร่วมงาน งานวัดหลงหัว(Temple Fair) จัดขึ้นวันที่ 3 ของเดือนเมษายน เป็นเทศกาล พื้นบ้านของชาวจีนตะวันออกที่เก่าแก่ และยิ่งใหญ่ที่สุด เทศกาลชานานา ชาติเซี่ยงไฮ้(Shanghai International Tea Culture Festival) และวันเชงเม้ง(Tomb Sweeping Day) ที่จัดขึ้นเพื่อบูชาบรรพบุรุษจะจัดช่วง เดือนเมษายน เทศกาลเรือมังกร(Dragon Boat Festival) จัดขึ้นวันที่ 5 ของเดือนมิถุนายน เป็นวันที่รำลึกถึงวันเสียชีวิต ของ Qu Yuan กวีรัฐบุรุษที่พลีชีพด้วยการโดดน้ำตาย เพื่อต่อต้าน การคอรั่ปชั่น เทศกาลเบียร์เซี่ยงไฮ้(Shanghai Beer Festival)จะถูกจัด ประมาณประเดือน กรกฎาคม เทศกาลกลางฤดูใบไม้ผลิ(Mid-Autumn Festival) หรือเทศกาลไหว้พระจันทร์ (The Moon Festival) เป็นช่วงเวลาที่จะ ได้ลิ้มรสขนม ไหว้พระจันทร์แสนอร่อย โดยจะจัดในเดือนกันยายน จากนั้น เทศกาลการ ท่องเที่ยวเมืองเซี่ยงไฮ้(Shanghai Tourism) จัดขึ้นช่วงปลายกันยายนโดยมีรายการ การท่องเที่ยว ทางวัฒนธรรมมากมาย ปิดท้ายในเดือนพฤศจิกายน ถึงต้นเดือนธันวาคมด้วยเทศกาลศิลปะ นานาชาติ(International Arts Festival)

เมื่อก่อนหากเอ่ยถึง เซี่ยงไฮ้ เราก็อาจจะนึกถึงภาพของโจวหยุนฟะ ใส่สูทยาวสีดำ มีผ้าพันคอสีขาวคาดทับ พร้อมมีลูกสมุนติดตาม อย่างในหนังเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ที่เคยเป็นหนังยอดฮิตในอดีต แต่มาสมัยนี้เซี่ยงไฮ้ทำให้ เรานึกถึงภาพของเมืองๆ หนึ่งที่มีความทันสมัย ของโลกตะวันตกผสมผสานกับ ความเป็นเอกลักษณ์ของโลกตะวันออก ได้อย่างกลมกลืนและลงตัวเซี่ยงไฮ้หรือซ่างไห้ มีความหมายว่า ตั้งอยู่ริมทะเล ซึ่งตามลักษณะภูมิประเทศ ของเมืองจะ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหวงผู่ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากปากแม่น้ำแยงซีเกียง 17 ไมล์

การเดินทางกรุงเทพ - เซี่ยงไฮ้ ในปัจจุบันใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมง เปรียบเทียบกับสมัยโบราณที่ต้องใช้เวลาเดินทางนานนับเดือน เซี่ยงไฮ้เป็นชุมชนเก่าแก่นับตั้งแต่สมัยสามก๊ก (475-221 ปีก่อนคริสต์กาล) เดิมเคยชื่อว่าซ่างไห้ตามชื่อเจ้าเมือง ต่อมาเปลี่ยนเป็นหู้ ที่แปลว่า ไซดักปลา เพราะในอดีต เมื่อ 5,000 ปีก่อน ที่แถบนี้เคยเป็นทะเลมาก่อน และเต็มไปด้วย หมู่บ้านชาวประมง ต่อมาเมืองเซี่ยงไฮ้ ได้เจริญอย่างขีดสุด หลังสงครามฝิ่นในปี ค.ศ 1848 สมัยราชวงศ์ชิง ชาวต่างชาติ ได้เข้ามาทำการค้าโดยเสรี โดยมีเขตแบ่งเช่าพื้นที่หลายแห่ง สำหรับชาวต่างชาติ ทำให้เกิดสถาปัตยกรรมแบบยุโรป สมัยใหม่จึงทำให้เซี่ยงไฮ้ได้รับการขนานนามว่า "นครปารีสแห่งตะวันออก"

ปัจจุบัน เซี่ยงไฮ้ กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของจีน เนื่องจากรัฐบาลจีนเน้นให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน ทำธุรกิจมากมาย เซี่ยงไฮ้ แบ่งออกเป็น 2 เขตคือ เขตผู่ต้งใหม่และผู่ต้งเก่า โดยมีแม่น้ำหวงผู่กั้นซึ่งหากเรา มาจากสนามบินแห่งใหม่ ก็จะเข้าสู่เขตผู่ต้งใหม่ ก่อน โดยจะมีสัญลักษณ์เป็นตึกรามบ้านช่องที่ทันสมัยสูงเสียดฟ้า

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ  คลิกที่นี่